7 เทคนิคการปลูกผักสวนครัว ตามแบบฉบับเกษตรกรรม

By: admin

ในปัจจุบัน การสร้างและทำสวนในบ้าน จัดเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่หลายคนให้ความสนใจ ไม่ว่าจะเป็นสวนดอกไม้หรือจะเป็นสวนผักต่างๆ ที่สามารถให้ประโยชน์ได้อย่างมากมาย ซึ่งในการจัดทำสวนแล้วนั้น เชื่อว่าหลายคนต้อวงมีการคิดและวางแผนความต้องการของสวน ที่อยากจะให้เป็นกันอยู่แล้ว แต่การลงมือทำนั้น บางทีก็ไม่สามารถทำได้ให้เป็นอย่างใจคิด ความเหตุผลต่างๆ มากมาย ซึ่งในวันนี้ ผมจะขอมาแนะนำ 7 วิธีการปลูกผักสวนครัว ให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีในแบบอย่างเกษตรกรรม ฉบับที่ว่าดีแน่นอน 100% เลยทีเดียว ซึ่งต้องบอกก่อนเลยว่า ทั้ง 7 ขั้นตอนนี้ จะเป็นขั้นตอนที่สามารถทำได้ง่าย และมีผลลัพธ์ที่ดี เพียงทำดังนี้ 1.ปลูกให้น้อยชนิด เน้นผลผลิต การปลูกผักมากหลากหลายชนิด จะทำให้ต้องวุ่นวายกับการดูแลแต่ละชนิดที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งถ้าทำไม่ได้สุดท้ายผักทั้งหมดก็เฉาตายไปอีก จึงควรเลือกแค่ 2-3 ชนิดก็พอ ปลูกน้อยๆ แต่เน้นผลผลิต จึงควรเลือกปลูกพืชที่ทางบ้านกินบ่อยๆ 2.อย่าปลูกเยอะจนเกินไป ในการปลูกควรที่จะแบ่งพื้นที่ให้เหมาะสม ไม่ให้เบียดกันมากจนเกินไป เพราะมันจะทำให้พืชผักที่ปลูกนั้นแย่งอากาศและน้ำซึ่งกันและกัน จนตายไปในที่สุด 3.จัดตารางรดน้ำให้เหมาะสม เป็นการจัดเวลาในการรดน้ำต้นไม้ เพื่อไม่ให้พืชที่ปลูกเฉาตาย ซึ่งในหน้าฝน เราสามารถที่จะกักเก็บน้ำฝนได้ เพื่อนำมาใช้ในการรดน้ำต้นไม้ 4.ปลูกข้ามฤดู เพื่อผลผลิตที่ดี อย่าหลงดีใจว่าจะสามารถทำได้ทุกชนิด เพราะมีเพียงบางพืชเท่านั้นที่สามารถปลูกข้ามฤดู เช่น บล็อกโคลี , หอมใหญ่ , มะเขือเทศ ที่เป็นผักประจำฤดูฝน แต่ก็สามาระนำมาปลูกในฤดูหนาวได้เช่นกัน 5.สร้างรั้วล้อมผัก เป็นการป้องกันไม่ให้ศัตรูพืช เข้ามาในพื้นที่สวนผักของเรา 6.จดบันทึกข้อมูล ใช้เทคนิคเดียวกับการจดความเปลี่ยนแปลงของการปลูกถั่วเขียวให้กลายเป็นถั่วงอก โดยการเก็บข้อมูล ช่วงเวลา ชนิด วิธีการปลูก การเจริญเติบโต หรือจำนวนผลผลิต เพื่อหาข้อแก้ไขปรับปรุงในการปลูกครั้งต่อๆ ไป 7.ปลูกในช่วงเวลาที่เหมาะสม ในการปลูกผักสวนครัวนั้น จะมาหวังรอกินเลย คงเป็นไปไม่ได้แน่นอน ผู้ที่ต้องการปลูกผักสวนครัวต้องศึกษาถึงผักหรือพืชที่จะปลูกให้ดี ว่าควรที่จะปลูกในเวลาอะไร ฤดูกาลใด เพื่อผลผลิตที่ดี สามารถกินได้ตามฤดูกาล ฤดูร้อน ต้องหาพืชที่ทนทานต่อความแห้งแล้งได้ เช่น มะระ , บวบ , ผักชี , ผักกาดขาว , ถั่วพู , ฟักทอง , ข้าวโพดหวาน เป็นต้น ฤดูฝน (ตอนต้น) ควรปลูกพริก , ผักบุ้ง , มะเขือ , กระเจี๊ยบเขียว , บวบ , มะระ , แตงกวา น้ำเต้า เป็นต้น ฤดูฝน (ตอนปลาย) ถือเป็นช่วงปลายฝนต้นหนาว สิ่งที่ควรปลูกคือ ถั่วลันเตา , แครอท , หอมใหญ่ , มะเขือเทศ , ขึ้นฉ่าย , กะหล่ำปลี เป็นต้น ฤดูหนาว ควรปลูกบล็อกโคลี , แครอท , หอมหัวใหญ่ , ผักกาดขาว , ถั่วพู , ผักกาดหอม เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ที่ทาง http://www.sbobetonline24.com ต้องการนำมาให้ได้อ่าน เพื่อเพิ่มความรู้ในต่อๆ ไป

การปลูกถั่วงอกให้ขาวอวบน่ารับทานปลอดสารพิษทำได้เองสามารถขายได้อีกด้วย

By: admin

  การปลูกถั่วงอกนั้นมันไม่ใช้เรื่องง่ายเลยหากเราไม่รู้วิธีและมีอุปกรณ์ที่ครบครันนั้นก็จะทำให้ได้ถั่วงอกไม่เป็นอย่างที่ต้องการ ทั้งนี้ยังต้องดูแลเอาใจใส่ให้มากอีกด้วยเพราะถั่วงอกนั้นปลูกได้เร็วใช้เวลาน้อย เพียงแค่ 3-4 วันเท่านั้นก็ได้ถั่วงอกที่น่ารับประทานแถมยังปลอดสารอีกด้วยเพราะเราเป็นคนปลูกเองกับมือ ดังนั้นเรามาดูวิธีการปลูกที่ดีและเห็นผลกันเลยดีกว่าครับ เรามาดูในเรื่องของอุปกรณ์กันก่อนเลยครับ - ใช้พาชนะอะไรก็ได้ที่สามารถเอาไว้ปลูกถั่วงอกได้ เช่น ถ้าหากเราต้องการปลูกแค่ใช้ทำเป็นอาหารทานเองในครัวเรือนก็ใช้เป็นกาละมังก็ได้ หรือ ถ้าจะปลูกเพื่อเอาไปขาย ก็ใช้เป็นบ่อปูนซีเมนต์ขนาดใหญ่ๆก็ได้เช่นกัน - กระสอบป่าน หรือ ผ้าอะไรก็ได้ที่สามารถซับน้ำได้ดี แต่ที่อยากแนะน้ำให้ใช้กระสอบป่านจะดีที่สุด - ตะแกรง ตะแกรงควรใช้เป็นตะแกรงเหล็กที่มีขาตั้งได้สูงขึ้นจากพื้นประมาณ 1 นิ้ว - ตะแกรงพลาสติก ตะแกรงพลาสติก ที่มีรูไม่หางกันมากประมาณ 3 mm. เราจะเริ่มวิธีการปลูกถั่วงอกดังนี้ - ให้เอาถั่วเขียวแช่น้ำอุ่นไว้ประมาณ 6-8 ชั่วโมง ห้ามแช่น้ำนานเกินไปเพราจะทำให้ถั่วเขียวนั้นฟ่อได้หรือไม่สมบูรณ์ 2 นำตะแกรงเหล็กวางลงไปวางในบ่อปูนโดยที่ตะแกรงเหล็กสามารถวางได้ทั่วทั้งบ่อ ถ้าเป็นกาลังมังก็ทำเช่นเดียวกัน 3 จากนั้นให้เอาตะแกรงพลาสติกที่ตัดจนได้ขนาดเดียวกับบ่อปูนซีเมนต์แล้ววางลงไปทับกับตะแกรงเหล็กอีกที 4 นำกระสอบป่านที่ตัดจนได้ขนาดเดียวกับบ่อปูนซีเมนต์วางบนตะแกรงอีกชั้น 5 โรยเมล็ดถั่วเขียวที่แช่น้ำไว้ครบชั่วโมงแล้วโรยลงไปที่พื้นของกระสอบป่าน โดยให้โรยจนทั่วของกระสอบป่านให้มีความหนาของเมล็ดถั่วเขียวสัก 2 ชั้นซ้อนกัน และทำตามขั้นตอนที่ 1-4 และ 5 ไปเรื่อยๆจนกว่าจะครบ 5 ชั้น หรือตามจำนวนชั้นที่เราต้องการ ข้อควรระวังคือ ควรรดน้ำบ่อยๆ โดยเฉลี่ยแล้ว 5 ครั้งต่อ 1 วัน โดยระยะห่าง 3 ชั่วโมงต่อ 1 ครั้ง ทำมาจนถึงวันที่ 3 ก็จะสามารถนำถั่วงอกมารับประทานหรือขายได้แล้ว เราก็จะได้ถั่วงอกที่ทั้งขาวทั้งอวบและสดปลอดสารพิษอีกด้วย

แตงโมรูปหัวใจกับความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของเกษตรกร

By: admin

ใครจะไปเชื่อละครับว่าแตงโมโดยทั่วไปนั้นที่มีลูกเป็นรูปลูกทรงกลมๆนั้นจะสามารถกลายมาเป็นแตงโมรูปหัวใจน่ารักฟุ้งฟิงมุ้งมิงได้ เพราะการปลูกแตงโมเพื่อให้ได้ผลผลิตหรือให้ออกผลเก็บได้นั้นก็ว่ายากแล้ว เนื่องจากแตงโมเป็นผลไม้ที่ต้องคอยดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างมากที่สำคัญถ้าอยากให้แตงโมมีรสชาติที่หวานกรอบก็ยิ่งยากเข้าไปใหญ่ แต่ก็ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ถ้าหากตั้งใจทำอย่างจัง ซึ่งนาย ฮิโรชิ คิมูระ เป็นคนประเทศญี่ปุ่นได้ศึกษาข้อมูลและหาความรู้มาเป็นเวลานาน ด้วยที่ว่าไม่ใช่เป็นเพราะความบังเอิญแน่ๆที่ทำให้แตงโมของเขานั้นเป็นรูปหัวใจได้ เพราะเขาได้ทดลองการทำแตงโมรูปหัวใจมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง ซึ่งในแต่ละครั้งก็จะประสบพบเจอกับปัญหาเป็นอย่างมากเขาจึงได้เจาะลึกและแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดนั้นไปเรื่อยๆจนทำให้เขาประสบความสำเร็จ เขาบอกว่าปัญหาส่วนใหญ่จะเป็นในเรื่องที่เกี่ยวกับดิน และอากาศ เพราะเขาใช้บล็อกเป็นแม่พิมพ์รูปหัวใจโดยการบล็อกพิมพ์นั้นจะทำให้อากาศไม่ถ่ายเทและถ้าปลูกในที่ที่มีดินไม่เหมาะสมหรือไม่มีคุณภาพนั้นก็จะทำให้ลูกทรงโตไม่ได้ตามที่ต้องการหรือรูปทรงที่ผิดเพี้ยนไปไม่เป็นไปตามบล็อกพิมพ์นั้นๆ ทั้งนี้เมื่อเขาได้ทราบถึงปัญหา เขาก็ได้มีการแก้ไขจนทำให้ตัวเขาได้ประสบกับความสำเร็จ เขาได้เลือกใช้ที่ดินในการปลูกที่มีความสมบูรณ์และควรคุมการให้น้ำแบบเหมาะสม และยังสามารถควบคุมในเรื่องของอากาศอีกด้วย ในเรื่องของการควบคุมของอากาศนั้นเขาได้ควบคุมทั้งอากาศที่จะมาสัมผัสกับต้นของแตงโมโดยตรงด้วยการสร้างเป็นโรงเรือนโดยให้อากาศภายนอกเข้ามาได้แค่พอประมาณ และยังควบคุมอาการให้กับลูกของแตงโมอีกด้วย โดยการใช้บล็อกพิมพ์ที่สั่งทำมาโดยเฉพาะในการทำลูกแตงโมให้เป็นรูปหัวใจและมีรูระบายอาการในตัวซึ่งจะทำให้ลูกแตงโมที่ได้นั้นมีรูปทรงที่เป็นไปตามบล็อกพิมพ์รูปหัวใจและโตได้เต็มที่ ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะได้ลูกแตงโมที่แก่เต็มที่มีรูปทรงรูปหัวใจ มีเปลือกที่สะอาดสีเขียวเข้ม และมีรสชาติที่ดีเยี่ยม ซึ่งเกษตรกรชาวญี่ปุ่นท่านนี้ที่ได้ประสบความสำเร็จ ได้กล่าวไว้ว่าการที่จะประสบผลสำเร็จได้นั้น 1.ต้องมีใจรัก รักในสิ่งที่ทำ 2.ต้องใส่ใจ 3.ต้องอดทน 4.ควรศึกษาหาความรู้ตลอดเวลา เพียงเท่านี้คุณก็จะประสบความสำเร็จในชีวิตได้ครับ

เกษตรทฤษฎีใหม่แก้ปัญหาให้เกษตรกรได้อย่างมั่นคง

By: admin

ในประเทศไทยมีประชากรที่มีอาชีพทำการเกษตรมากที่สุดก็ว่าได้และมีกันทุกภาคพื้นที่กันเลยทีเดียว แต่การทำการเกษตรนั้นไม่ได้ทำให้ชาวเกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงและเพียงพอสำหรับการเลี้ยงชีพได้ จึงทำเกษตรกรหลายรายต้องเลิกอาชีพการทำเกษตรมาหางานอื่นทำกันเป็นจำนวนมาก บางรายยิ่งทำก็ยิ่งจะมีแต่หนี้สินเพิ่ม เนื่องจากการทำการเกษตรแบบเก่านั้นเป็นการปลูกพื้นเพียงหน้าเดียว จึงเสี่ยงในเรื่องของราคาการตลาดที่ขึ้นๆลงๆถ้าโชคดีก็ทำให้มีกำไรได้แต่ถ้าโชคร้ายขึ้นมาล่ะ นอกจากจะเหนื่อยกับการทำการเกษตรแล้วยังทำให้ต้องเป็นหนี้เป็นสินอีก เนื่องจากการขายผลผลิตไม่ได้กำไรแต่ต้องกินต้องใช้เท่าเดิม อีกทั้งชาวเกษตรกรส่วนใหญ่ร้อยละ 20 % จะอยู่นอกพื้นที่ของชลประทาน ซึ่งจะประสบปัญหาในเรื่องของน้ำที่จะนำมาใช้ในการทำการเกษตร ทั้งนี้ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ทรงพระราชดำริ การทำการเกษตรทฤษฎีใหม่ขึ้นเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรได้อย่างยั่งยืน โดยการทำเกษตรทฤษฎีใหม่มีดังต่อไปนี้ ให้แบ่งที่ดินเป็น 4 ส่วน โดยส่วนที่ 1 ให้ทำเป็นบ่อเลี้ยงปลา 30% ของพื้นที่ ส่วนที่ 2 ให้ทำนา 30% ของพื้นที่เช่นเดียวกัน ส่วนที่ 3 ให้ปลูก พืชสวนพืชไร่และไม้ยืนต้นแบบผสมผสานกันไปหลากหลายชนิดและให้สอดคล้องกันเช่น ปลูกต้นสักพร้อมกับต้นชะพู เพื่อให้ทั้งสองได้เกื้อกูลกัน โดยให้ต้นชะพูเกาะรอบต้นสักแทนการใช้อย่างอื่นมาทำเป็นเสาร์เพื่อให้ต้นชะพูเกาะเลื่อย ส่วนที่ 4 ให้สร้างเป็นที่อยู่อาศัย และปลูกพืชผักสวนครัวต่างๆนานาชนิด และให้ทำการเพาะเห็ด และเลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่เลี้ยงหมูเป็นต้น ซึ่งในส่วนที่ 4 นี้จะใช้พื้นที่ 10 % ของพื้นที่ทั้งหมด เพียงเท่านี้เกษตรกรก็จะมีน้ำที่ใช้เป็นบ่อเลี้ยงปลาและเป็นบ่อที่มีไว้สำหรับกักเก็บน้ำในหน้าฝนเพื่อเอาไว้ใช้ทางการเกษตรได้ตลอดทั้งปี และจะมีรายได้หลายหลายช่องทางทั้งจากการทำนา เลี้ยงปลา พืชผักผลไม้ พืชผักสวนครัว หมู เห็ด เป็ด ไก่ ได้หมดทั้งสิ้น หากเกษตรกรได้ทำตามขั้นตอนทั้งหมดมานี้ได้ก็จะมีชีวิตที่มั่นคงมีรายได้ที่คงที่และมีเวลาให้กับครอบครัว ซึ่งจะทำให้สังคมมีทั้งสิ่งแวดล้อมที่ดีและสุขภาพที่ดีอีกด้วย

การเลี้ยงหมูหลุมสร้างรายได้ลดต้นทุนเข้าสู่อาชีพ

By: admin

การเลี้ยงหมูโดยปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาตินั้น เราเลี้ยงแค่ตัวเดียวก็ทำให้มีกลิ่นเหม็นแล้ว ส่วนความแตกต่างของการเลี้ยงหมูหลุมนั้นมีประโยชน์มากและทำให้หมูโตไวมีสภาพร่างกายที่แข็งแรง เพราะถ้าเราย้อนกลับไปดูวิธีการเลี้ยงหมูตามวิธีแบบชาวบ้านสมัยก่อนนั้นจะเลี้ยงหมูโดยปล่อยให้อยู่กับขี้ดินขี้โคลนตามใต้ถุนบ้านซึ่งบ้านสมัยก่อนนั้นจะมีบ้านที่มีใต้ถุนกันซะส่วนใหญ่และส่วนใหญ่ใต้ถุนบ้านก็จะไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรจึงทำให้ชาวบ้านบางคนนำหมูมาเลี้ยงเพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติมบ้างก็เลี้ยงแค่ 1-2 ตัว บ้างก็จะเลี้ยงหลายตัวตามพื้นที่ที่มีอยู่แต่การเลี้ยงหมูแบบชาวบ้านในสมัยก่อนนั้นก็จะเลี้ยงกันตามประสาชาวบ้านที่ไม่มีความรู้อะไร จึงเลี้ยงหมูโดยการกั้นใต้ถุนบ้านให้เป็นคอกและขังน้ำให้เป็นดินโคลนเพื่อให้หมูได้อยู่เสมือนธรรมชาติ แต่การเลี้ยงหมูโดยวิธีนี้ไม่เป็นที่น่ายินดีเท่าไหร่นักเนื่องจากการเลี้ยงด้วยวิธีดังกล่าวจะทำให้บ้านได้รับกลิ่นเหม็นจากมูลของหมูเองและยังเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคต่างๆที่เป็นอันตรายทั้งคนและหมูที่อยู่ในบริเวณนั้นอีกด้วย ดังนั้นเรามาทำความรู้จักกับการเลี้ยงหมูหลุมกันเลยดีกว่าครับ การเลี้ยงหมูหลุมจะมีขั้นตอนไม่ยุ่งยากมากนักหากได้ศึกษามาเป็นอย่างดีก็จะประสบผลสำเร็จได้ เราจะเริ่มขั้นตอนแรกกันเลยดีกว่าครับ 1.ควรจะมีพื้นที่ที่เป็นแบบโรงเรือนโดยมีที่กันแดดกันฝนได้เป็นอย่างดี จากนั้นก็แยกเป็นคอกๆโดยจะให้ 1 คอกมีหมูอยู่ได้ไม่เกิน 10 ตัวซึ่งการสร้างจำนวนของคอกหมูนั้นจะขึ้นอยู่กับพื้นที่ที่เรามีอยู่และจำนวนหมูที่จะเลี้ยงด้วย 2.ให้ปูพื้นคอกหมูโดยใช้ต้นกล้วยมาสับเป็นชิ้นเล็กเทลงพื้นให้ทั่วคอก จาดนั้นให้นำน้ำจุลินทรีย์มาเทราดให้ทั่วคอกอีทีและใช้แกลบมาเททับอีกชั้นโดยให้คุมต้นกล้วยที่สับให้มิด 3.ทำแบบเดียวกันอย่างข้อที่ 2 อีกครั้งเพื่อความหนาของพื้นที่และทำให้เหมือนกันแบบนี้ทุกคอก สุดท้ายให้ฉีดน้ำให้ชุ่มชื่นทั่วทั้งคอก เพียงเท่านี้ก็จะสามารถเลี้ยงหมูได้อย่างปกติซึ่งจะทำให้ลดกลิ่นของมูลของหมูและทำให้หมูแข็งแรงปลอดโรคอีกด้วย ทั้งนี้เมื่อนำหมูไปขายได้แล้วก็นำพื้นคอกที่เป็นแกลบและมูลของหมูไปใส่ต้นไม้แทนปุ๋ยได้หรือนำไปขายให้กับชาวเกษตรกรที่ปลูกพืชผักได้อีกด้วย

เกษตรผสมผสานมีดีอย่างไรกับเกษตรกร

By: admin

คำว่าเกษตรผสมผสานนั้นก็คือการปลูกพืชผักผลไม้หรือพืชผักสวนครัวต่างๆหลากหลายชนิดในพื้นที่เดียวกัน เป็นหลักการและแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงในพระราชดำริ ซึ่งการทำเกษตรแบบผสมผสานนั้นมีประโยชน์อย่างมากในหลายๆเรื่องเช่น สร้างรายได้ตลอดทั้งปี ไม่กลัวเรื่องของราคาตกในช่วงที่ผลผลิตล้นตลาด เกษตรผสมผสานสามารถทำได้จริงและเห็นผลถึงแม้จะมีแค่พื้นที่อยู่ไม่มากแต่ก็สร้างรายได้มาแล้วเดือนละเป็นแสนต่อเดือนต่อไร่ ขึ้นอยู่กับการกระทำของตัวเกษตรกรเอง เรามาดูตัวอย่างของเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จกันเลยดีกว่าครับว่าเขาปลูกอะไรและมีรายได้เท่าไหร่กันบ้าง จะยกตัวอย่างเกษตรกร ดังนี้ เกษตรกรรายนี้ มีเนื้อที่อยู่ 7 ไร่ครึ่ง แบ่งไปปลูกกล้วย 800 ต้น มะเขือพวงไร้หนามอีก 2,000 ต้น และยังมีพืชผักสวนครัวต่างๆรอบๆของพื้นที่ในสวนอีกด้วย มีทั้ง ข่า ตะไคร้ ขิง กะเพรา โหระพา พริก เป็นต้น และยังมีบ่อปลาอีก 11 บ่อ มีทั้งปลาดุก ปลานิล ปลาทับทิม ซึ่งเกษตรกรรายนี้ได้บอกว่าเขาสามารถสร้างรายได้เฉลยเดือนละ 20,000-30,000 ต่อเดือน ทั้งนี้รายได้หลักๆก็จะมาจากมะเขือพวงไร้หนามที่ได้ปลูกไว้ 2,000 ต้นซึ่งเมื่อถึงเวลาให้ผลผลิตก็จะเก็บขายได้ตลอดทั้งปีและที่สำคัญถ้าเราไม่เก็บผลของมะเขือพวงไร้หนามก็จะไม่ออกใหม่เหมือนกัน และรายได้อีทางก็มาจาก ผลผลิตจากกล้วย ที่ได้ปลูกไว้ 800 ต้นก็จะสามารถนำทั้งผลกล้วย หัวปี และหนอ ขายได้อีกเช่นกัน ส่วนรายได้เสริมก็มาจากปลาที่ได้เลี้ยงไว้อีก 11 บ่อ รวมทั้งพืชผักสวนครัวอื่นๆอีกด้วยทั้งนี้ พืชผักสวนครัวทั้งหลายยังสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายในเรื่องของค่ากับข้าวได้อีกด้วย เกษตรกรรายนี้ได้เล่าว่าหากเจอปัญหาในเรื่องของรายในการขายที่ต่ำก็จะไม่ทำให้เขาขาดทุนเพราะว่ายังมีรายได้จาดทางอื่นอีกด้วย ทั้ง ปลาที่ได้เลี้ยงไว้และพืชผักอีกกว่า 10 ชนิดที่มีอยู่ การทำเกษตรผสมผสานทำให้มีรายได้แบบรายวันโดยใน 1 เดือน จะมีรายได้จากการทำเกษตรผสมผสานเกือบแทบจะทุกวัน จึงไม่ต้องไปหากู้เงินมาเป็นก้อนๆเพื่อที่จะลงทุนในการซื้อปุ๋ยในการทำเกษตร ซึ่งการทำเกษตรโดยปลูกพืชแค่ชนิดเดียวนั้นหากราคาตกต่ำก็จะทำให้ขาดทุนและเป็นหนี้ได้ อีกทั้งเกษตรกรยุคใหม่มักจะใช้ปุ๋ยอินทรีย์แทนพวกการใช้ปุ๋ยที่มีสารเคมีต่างๆ เพื่อผลผลิตที่ดีและราคาถูกกว่าอีด้วย เห็นไหมละครับว่าการทำเกษตรแบบผสมผสานนั้นมีดีและมีความต่างกับการทำเกษตรแบบเดี่ยวอย่างไร

การเพาะเห็ดฟางในตะกร้าแนวทางเลือกใหม่ของเกษตรกร

By: admin

การเพาะเห็ดฟางในตะกร้าว่ากันว่าเป็นวิธีการเพาะเห็ดฟางที่ได้ผลผลิตดีที่สุดและปลอดภัยมากที่สุดในการเพาะอีกด้วย เพราะจะใช้การเพาะในโรงเรือนที่เราสามารถสร้างขึ้นเองจากโครงเหล็กหรือโรงเรือนที่มีอยู่แล้วก็ได้ แต่การใช้โรงเรือนที่สร้างมาจากโครงเหล็กนั้นถึงจะมีขั้นตอนที่มากกว่าแต่จะควบคุมระบบการเพาะเห็ดได้ดีกว่าด้วย เพราะว่าการสร้างโรงเรือนด้วยโครงเหล็กนั้นจะสร้างขึ้นหลายๆโรงเรือนและจะใช้หลายๆโรงเรือน ต่างจากเมื่อก่อนที่ใช้โรงเรือนใหญ่ๆเพียงแค่โรงเรือนเดียว วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการเพาะเห็ดมีดังนี้ 1.ตะกร้าพลาสติกที่มีช่องทั้งด้านข้างและด้านล่างโดยรูจะมีความกว้างxยาว 1 นิ้ว 2.วัสดุเพาะ เช่น ขี้เลื้อย 3. อาหารเสริม 4.เชื้อเห็ดฟางที่ดีมีคุณภาพ 5.ฟิล์มหรือพลาสติกที่ใช้คุมตะกร้า 6.อุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น มีด,ท่อนไม้,กรรไกรเป็นต้น 7.สุ่มไก่ 8.โครงเหล็กที่ใช้เป็นเสมือนโรงเรือน โดยจะมีขันตอนเพราะเห็ดฟางดังต่อไปนี้ ขั้นตอนแรกให้นำตะกร้าล้างน้ำให้สะอาดแล้วตากแดดสักครึ่งวัน จากนั้นให้นำขี้เลื้อยเทใส่ลงไปในตะกร้าให้ทั่วตะกร้าให้สูงประมาณ 1 นิ้วเสร็จแล้วให้นำอาหารเสริมเช่น ผักตบชวาโดยเอาผักตบชวาไปหั่นเป็นชิ้นเล็กๆหั่นแบบเฉียงๆหนาประมาณสักครึ่งนิ้ว นำผักตบชวาที่เตรียมไว้ใส่ลงไปเป็นชั้นที่ 2 ของตะกร้าใช้ประมาณ 1 ลิตรและแหวกตรงกลางออกให้มีช่องว่าประมาณ 1 กำปั่นของมือคน จากนั้นให้นำเชื้อเห็ดฟางที่ได้เตรียมไว้มาทำการผสมกับแป้งสาลีต่อมาเทลงบนชั้นที่ 2 โดยให้ชิดขอบของตะกร้าให้ทั่วตะกร้า เสร็จแล้วให้ทำแบบเดียวกันนี้อีก 2 ครั้ง โดยจะได้ทั้งหมด 3 ชั้น ปิดท้ายด้วยการนำขี้เลื้อยเททับชั้นบนสุดใช้ท่อนไม้กดอัดให้แน่นให้มีพื้นที่ความสูงเหลือจากปากตะกร้าลงมา ประมาณ 2-3 นิ้ว จากนั้นให้นำไปวางเรียงกันกับตะกร้าอื่นๆที่ทำเสร็จแล้วส่วนใหญ่จะใช้ 3 ตะกร้าวางเรียงกันเป็นวงกลม และจะให้อีก 1 ตะกร้าวางซ้อนกันอยู่ด้านบน จากนั้นนำสุ่มไก่มาครอบและใช้ฟิล์มหรือพลาสติกปิดอีก 1 ชั้น วันที่ 3 ให้ย้ายไปที่โรงเรือนเหล็กและค่อยดูอุณหภูมิไม่ให้เกิน 25-30 องศาเซลเซียส ในวันที่ 8-10 ก็จะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ จะเก็บเห็ดฟางได้ถึง 4 ครั้งกันเลยทีเดียว ในปัจจุบันการเพาะเห็ดฟางด้วยวิธีนี้นั้นสามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี ทั้งที่ทำแบบเป็นประจำหรือที่ทำเป็นอาชีพเสริมได้อีกด้วย

 จิ้งหรีดเป็นอาชีพที่เกษตรกรนิยมเลี้ยงมากในเวลานี้

By: admin

แมงสะดิ้ง หรือที่เรารู้จักกันดีที่มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า จิ้งหรีดจิ้งหรีดไทยดังไกลถึงต่างประเทศ เป็นเรื่องที่น่ายินดีมากๆสำหรับเกษตรกรชาวไทย ที่ทางคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (ขอนแก่น)ได้ทำการวิจัยและพัฒนาขึ้นมา โดยมีการค้นพบว่าแมงสะดิ้งหรือจิ้งหรีดนั้นเป็นแมงที่สามารถรับประทานได้ไม่เป็นอันตรายใดๆทั้งนั้น และได้ทำการแปรรูปให้เป็นอาหารต่างๆที่สามารถรับประทานได้ง่ายอีกด้วย เช่น ข้าวเกรียบจิ้งหรีด คุกกี้จิ้งหรีด ผงจิ้งหรีดสำเร็จรูป และ จิ้งหรีดที่นำมาแปรรูปที่ได้รับความนิยมที่สุด คงหนี้ไม่พ้นแมงสะดิ้งหรือจิ้งหรีดทอดกรอบ รสต่างๆนั้นเอง ไม่ว่าจะเป็น รสต้นตำหรับ หรือรสต้มยำกุ้งเป็นต้น นอกจากนี้ยังได้นำสินค้าแมงสะดิ้งที่ได้ทำการแปรรูปต่างๆไปออกจำหน่ายถึงต่างประเทศและประเทศที่นิยมรับประทานแมงสะดิ้ง มากที่สุดและได้ผลตอบรับที่ดีในการออกวางจำหน่ายได้แก่ประเทศฝรั่งเศสนั้นเอง ซึ่งเรามีเกษตรกรที่มีอาชีพเลี้ยงแมงสะดิ้งหรือจิ้งหรีดนั้น มีจำนวนทั้งหมด 20,000 ฟาร์มทั่วประเทศไทยกันเลยทีเดียว โดยส่วนใหญ่จะมีฟาร์มเลี้ยงจิ้งหรีดในแทบภาคอีสานเป็นจำนวนมากที่สุด เรามาดูวิธีการเลี้ยงแมงสะดิ้งหรือจิ้งหรีดกันเลยดีกว่าครับ ขั้นตอนแรกเราสร้างบ้านให้กับเจ้าจิ้งหรีดกันก่อนโดย มีการสร้างได้หลายวิธี เช่น สร้างจากไม้อัด หรือ สร้างจากปูนก็ได้ โดยส่วนใหญ่จะทำเป็นลักษณะคล้ายๆห้องสี่เหลี่ยมมีความสูงประมาณ 1.5 เมตรขึ้นไป ความกว้างหรือความยาวของห้องนั้นจะขึ้นอยู่กับปริมาณในการเลี้ยง ยิ่งมีพื้นที่กว้างมากยิ่งเลี้ยงได้เป็นจำนวนมาก เมื่อเรามีพื้นที่เป็นเหมือนห้องสี่เหลี่ยมแล้วเราก็จะใช้แผงที่ใส่ไข่ไก่ที่เป็นแบบกระดาษมาวางซ้อนไปมาสลับกันหน้าหลังไปมาเพื่อที่จะให้มีช่องว่างไว้ให้จิ้งหรีดได้อาศัยอยู่หรือเป็นเสมือนรังของมันนั้นเอง ส่วนเรื่องของอาหารจะให้กินจำพวกอาหารไก่หรืออาหารหมูก็ได้ที่สำคัญต้องบดให้ละเอียดมากๆยิ่งมากเท่าไหร่ยิ่งดีเพราะจิ้งหรีดเป็นสัตว์ที่มีขนาดตัวเล็กจึงต้องกินอาการที่เล็ก ไม่เช่นนั้นจะทำให้จิ้งหรีดไม่โตเพราะกินอาหารไม่ได้ ควรให้กินอาหารจำพวกนี้ประมาณ 20 วันเท่านั้นหลังจากนั้นควรให้อาหารจำพวกพืชผักเพราะไม่เช่นนั้นแล้วเวลาที่เราได้รับประทานจิ้งหรีดที่ให้อาหารไก่หรืออาหารหมูอย่างเดียวเข้าไปจะทำให้รู้สึกเหม็นคาวได้ ส่วนถาดสำหรับใส่อาหารนั้นควรมีขอบของถาดขึ้นมาสาเหตุเพราะเวลาจิ้งหรีดมากินอาหารจะไม่ทำให้อาหารหกออกไปจากถาด ทั้งนี้ต้องมีตาข่ายปิดที่บริเวณปากห้องที่เราเลี้ยงจิ้งหรีดอยู่เสมอเพื่อเป็นการกันจิ้งหรีดออกจากที่เราเลี้ยงและกันจิ้งจกหรือสัตว์อื่นๆเข้ามากินจิ้งหรีดของเราได้ จากนั้นเลี้ยงจิ้งหรีดไปให้ถึง 45 วันก็จะจับมาขายได้ จิ้งหรีดสามารถทำรายได้มากและเร็ว เกษตรกรส่วนใหญ่จึงเริ่มหันมาเลี้ยงจิ้งหรีดขายกันเป็นจำนวนมากและมีจำนวนผู้เลี้ยงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การเลี้ยงกบคอนโดร่วมกับปลาดุก เลี้ยงง่ายรายได้ดีใช้พื้นที่น้อย

By: admin

การเลี้ยงกบคอนโดสามารถใช้พื้นที่น้อยได้เนื่องจากเป็นการใช้ยางรถที่ไม่ได้ใช้แล้วนำมาซ้อนกัน 3 เส้นหรือชั้นเพื่อใช้แทนบ่อเลี้ยงกบนั้นเอง เรามาดูขั้นตอนการเลี้ยงกบคอนโดร่วมกับปลาดุกันเลยครับ การเลี้ยงกบคอนโดร่วมกับปลาดุนั้นจะต้องมีการเลี้ยงปลาดุอยู่แล้วและเราต้องเลี้ยงกบคอนโดให้ใกล้กับบ่อปลาดุให้มากที่สุดเนื่องจากเราจะใช้มูลและเศษอาหารของกบคอนโดนที่เหลือไปใช้เป็นอาหารให้กับปลาดุกได้อีกด้วย เรามาเริ่มจากการวางท่อน้ำทิ้งของคอนโดกบกันก่อนเลยดีกว่า 1 ควรขุดดินเพื่อที่จะวางท่อน้ำทิ้ง 2 ให้ต่อท่อน้ำทิ้งของแต่ละคอนโดเชื่อมต่อกันและนำไปวางในร่องที่ได้ขุดไว้ โดยเราจะเลี้ยงได้ประมาณ 9 คอนโด หลังจากวางระบบท่อเสร็จแล้วให้เทปูนทับและฉาบหน้าปูนให้สนิท และเรียบเนียนที่สุดเพื่อที่จะลดการเกิดแผลให้กับตัวกบได้ 3 ให้ทำความสะอาดคอนโดกบให้สะอาดโดยการใช้น้ำสะอาดและน้ำจุลินทรีย์เทลาดลงไปในแต่ละคอนโดเป็นขั้นตอนสุดท้าย จากนั้นให้ล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง 4 ใส่น้ำสะอาดลงไปในห่วงยางแต่ละเส้นของคอนโด ควรใช้น้ำสะอาดที่มาจาก ชลประทาน หรือ ตามคลอง และแห่งน้ำต่าง จะให้ให้กบโตไวและแข็งแรงเนื่องจากเป็นน้ำที่มาจากธรรมชาติโดยตรงและจะทำให้กบสามารถปรับตัวได้ง่าย โดยให้ใส่น้ำลงไปที่ห่วงยางโดยให้มีน้ำขังห่วงยางสักครึ่งหนึ่ง และใส่น้ำจุลินทรีย์ตามหลังลงไปอีก 5 นำพันธุ์กบที่เตรียมไว้เพื่อที่จะเลี้ยงนั้น ใส่ลงไปในคอนโดได้ทันทีเลยโดยที่แต่ละคอนโดจะใช้กบประมาณ 70- 100 ตัวตามความเหมาะสม โดยจะเลือกใช้กบในการเลี้ยงที่มีขนาดตัวอยู่ที่ 1-2 นิ้ว วิธีการเลี้ยงจะต้องให้อาหารกบวันละ 2 ครั้ง ให้หากกัน 8-10 ชั่วโมง โดยกบในเดือนแรกๆจะใช้อาหารเม็ดที่เอาไว้เลี้ยงปลาดุกเม็ดเล็ก และพอตัวใหญ่ขึ้นให้เปลี่ยนมาให้อาหารปลาดุกเม็ดใหญ่แทน และควรทำความสะอาดคอนโดกบอย่างน้องวันละ 1 ครั้ง มูลกับเศษของกบที่ได้ทำความสะอาดนั้นจะสามารถเป็นอาหารของปลาดุกได้อีกต่อหนึ่ง กบจะสามารถจับขายได้ประมาณเดือน 4-5 หรือจะนานกว่านั้นก็ได้เพื่อรอดูราคาขึ้นลงของตลาด ถือได้ว่าเป็นการเลี้ยงกบนอกจากจะเลี้ยงเพื่อสร้างรายได้แล้วยังสามารถใช้ประโยชน์จากการเลี้ยงกบได้อีกถือได้ว่าเป็นแนวทางที่ดีสำหรับเกษตรกรที่อยากเลี้ยงกบหรือเกษตรกรที่เลี้ยงปลาดุกอยู่แล้วและมาเลี้ยงกบเพื่อสร้างรายได้เพิ่ม

การเลี้ยงปลานิลแบบไหนไม่ให้ขาดทุน

By: admin

เกษตรกรทั้งที่มีพื้นฐานในการเลี้ยงปลานิลอยู่แล้วหรือเป็นเกษตรกรใหม่ที่ยังไม่มีประสบการณ์ในการเลี้ยงปลานิลเลยก็ตาม ถ้าอยากจะเลี้ยงปลานิลขายควรศึกษาข้อมูลได้จากที่นี่ เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงการขาดทุนในการทำการเกษตร 1.ควรใช้บ่อดินในการเลี้ยงปลาเพื่อที่จะทำให้ปลามีความใกล้เคียงกับปลานิลธรรมชาติมากที่สุด และยังลงทุนน้อยอีกด้วย 2.สถานที่ที่จะใช้เลี้ยงปลา ควรมีแหล่งที่มาของน้ำ เช่น บ่อน้ำ หรือ ลำคลอง หรืออาจจะเป็น น้ำจากชลประทานก็ได้ เพื่อเอาไว้ใช้ในการปรับถ่ายน้ำในบ่อปลา 3.เครื่องมือหรืออุปกรณ์ต่างๆ เช่น เครื่องสูบน้ำ แห อวน เพื่อใช้ในการจับปลา 4.แหล่งที่มาของอาหารหรือวัชพืช เช่น ผักบุ้ง ผักตบชวา แหน สาหร่ายตามลำคลองเป็นต้น วัชพืชเหล่านี้จะเป็นสิ่งสำคัญที่สามารถนำไปใช้เป็นอาหารปลาแทนอาหารเม็ดเพื่อลดต้นทุนในการเลี้ยงได้ สิ่งสำคัญๆก็มีประมาณนี้ เรามาดูขั้นตอนในการเลี้ยงปลากันเลยดีกว่าครับ อันดับแรกเราต้องคำนวณขนาดของบ่อปลาเพื่อที่จะใช้ในการเลี้ยงปลากันก่อนนะครับ โดยที่ 1 ไร่สามารถ เลี้ยงปลานิลได้ 800-1000 ตัว ไม่ควรมากหรือน้อยเกินไป เพราะถ้าหากเราเลี้ยงปลานิลในจำนวนที่มากเกินไปก็จะทำให้ปลานิลในเวลาที่โตขึ้นมานั้นจะมีพื้นที่ที่ไม่พอ และจะทำให้ปลานิลที่เราเลี้ยงไว้นั้นโตช้าหรือไม่โตเนื่องจากมีพื้นและอากาศไม่เพียงพอกับปลาที่อยู่ในบ่อ การเลี้ยงปลานิลแรกๆนั้นควรเฝ้าระวังศัตรูทั้งหลาย เช่น กบ เขียด ปลาดุก ปลาช้อน ปลาชะโด วรนัสฯลฯ เพราะการเลี้ยงปลานิลในระยะแรกๆจะใช้ปลานิลตัวที่มีขนาดแค่ 3-5 ซม.เท่านั้น วิธีกำจัดศัตรูของปลานิลได้แก่การสูบน้ำในบ่อเลี้ยงปลานิลออกให้หมดก่อนนำปลาลงไปเลี้ยงเพื่อเป็นการเคลียร์บ่อและพักบ่อ ควรใช้กระชังมุ้งไนล่อนสีฟ้าล้อมรอบบ่อเพื่อเป็นการกันสัตว์นักล่าต่างๆลงมากินปลาในบ่อ เช่น ตะกวด หรือ ตัวเงินตัวทองเป็นต้น วิธีการปล่อยปลาลงไปในบ่อ เมื่อเราซื้อพันธุ์ปลามานั้นจะมาในรูปแบบถุงเราไม่ควรที่จะปล่อยปลาในถุงลงไปในบ่อเลี้ยงปลาทันที ให้นำถุงพันธุ์ปลาวางแช่ลงไปในบ่อน้ำสัก 1-2 ซม.ก่อน เพื่อให้ปลาได้เตรียมตัวปรับตัวเข้ากับน้ำที่มีอุณหภูมิที่ต่างกัน เมื่อครบตามเวลาที่เหมาะสมแล้วให้เปิดปากถุงโดยให้น้ำในบ่อปลาเข้ามาและให้ปลาที่อยู่ในถุงว่ายออกไปเอง ขั้นตอนนี้ถือว่าสำคัญมากๆเพราะการกระทำแบบนี้จะช่วยทำให้ปลาแข็งแรงแล้วยังช่วยลดความเสียงของตัวปลาที่จะตายได้อีกด้วย หลังจากนั้นเราก็เลี้ยงปลาโดยการใช้อาหารหลักสัก 30-50% เพื่อที่จะใช้อาหารที่หาได้จากวัชพืช 50 หรือมากกว่า 50% ก็ได้เพื่อเป็นการลดต้นทุน โดยส่วนใหญ่ปลานิลจะเลี้ยงอยู่ประมาณ 12 เดือนขึ้นไป หรือจะจับขายได้ตามขนานที่ตลาดต้องการ ปลาที่มีอายุ 12 เดือนจะมีน้ำหนักอยู่ที่ 2-3 ตัว/กก. เนื่องจากปลานิลเป็นปลาที่เลี้ยงง่ายโตไวและเป็นที่ต้องการของตลาดเป็นอย่างมากจึงทำให้เกษตรที่เลี้ยงปลานิลมักจะได้กำไรในจำนวนมาก และน้อยนักที่เกษตรกรเลี้ยงปลานิลตามวิธีข้างต้นนี้แล้วขาดทุน เพราะราคาทางตลาดจะมีราคาไม่ขึ้นลงไม่ห่างมากนักและค่อนข้างจะคงที่