Drill hole for agriculture

เจาะบาดาลเพื่อการเกษตร ทางเลือกใหม่สำหรับการใช้น้ำต้นทุนต่ำ

พื้นที่เพาะปลูกจำนวน 101.93 ล้านไร่ หรือคิดเป็น 78.24% ตั้งอยู่นอกเขตชลประทานจำเป็นต้องอาศัยน้ำฝน โดยการทางออก คือ การเจาะน้ำบาดาล เนื่องจากเป็นแหล่งน้ำที่ถูกพัฒนาขึ้นมา ให้ใช้ได้ง่าย มีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการทำระบบชลประทานทั้งระบบ สิ่งสำคัญช่วยแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุดมากกว่าวิธีอื่น

โครงการน้ำบาดาลเพื่อการเกษตร คือ การคัดเลือกพื้นที่เจาะน้ำบาดาล ก่อนลงมือได้ศึกษาตั้งแต่ศักยภาพของพื้นที่ การขยายเขตไฟฟ้า รวมทั้งการมีส่วนร่วมของเกษตรกรซึ่งจะต้องเป็นผู้ดูแลระบบหลังโครงการเสร็จสิ้นต่อไป มุ่งเน้นการใช้น้ำเพื่อการเกษตร โดยเฉพาะการปลูกพืชหมุนเวียน และพืชอายุสั้น

วิธีคือขุดเจาะน้ำบาดาลระดับตื้น ซึ่งมีความลึกน้อยกว่า 30 เมตร พร้อมติดตั้งระบบให้เกษตรกรสามารถสูบน้ำนำไปใช้ได้เลย เริ่มจากลำปางกับอุบลราชธานี ส่วนบ่อน้ำลึกเกิน 30 เมตร เริ่มดำเนินการที่ นนทบุรี , นครสวรรค์ , อ่างทอง, อุทัยธานี , สิงห์บุรี , อยุธยา , ปทุมธานี , ชัยนาท , กาญจนบุรี และสุพรรณบุรี

แต่ก็มีปัญหา ตรงที่บางคนกังวลว่า การขุดน้ำบาดาลขึ้นมาใช้จะทำให้โลกเปลี่ยนไป แต่ความจริงแล้วการดึงน้ำบาดาลในโครงการนี้ไม่ร้ายแรงเหมือนอย่างกังวล เนื่องจากใช้หลักการสูบน้ำบาดาลอย่างปลอดภัย ซึ่งเรียกว่า Safe Yield โดยในแต่ละโครงการ จะมีการเจาะบ่อสังเกตการณ์เอาไว้ 1 บ่อ เพื่อตรวจระดับว่า มีการสูบขึ้นไปใช้มากจนเกินผิดปกติหรือเปล่า และทุกๆ เดือนก็จะมีเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ ถ้าพบว่ามีการนำน้ำไปใช้อย่างผิดวัตถุประสงค์ เช่น เอาไปเลี้ยงปลา , ทำนาข้าว เป็นต้น ใช้เยอะจนไม่คำนึงถึงผลกระทบ ก็จะมีการว่ากล่าวตักเตือน และถ้ายังฝ่าฝืนก็จะตัดออกจากโครงการทันที เพราะมิฉะนั้นในปีต่อไปบ่อบาดาลก็อาจแห้ง ไม่สามารถดึงน้ำมาใช้ได้อย่างถาวร

โดยถ้าเป็นบ่อบาดาลที่มีความลึกเกิน 30 เมตร จะต้องมีการเจาะบ่อทั้งหมด 16 บ่อ สร้างหอถังปูน 8 หอถัง และในแต่ละหอถังจะต้องมีการกักน้ำจากบ่อบาดาล 2 บ่อ สาเหตุที่ต้องสร้างหอถังจำนวนมาก เพราต้องการให้แรงส่งน้ำเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอทั่วถึงรัศมี 500 ไร่ ส่วนปากบ่อ ก็จะติดมิเตอร์วัดน้ำไว้ เพื่อตรวจสอบว่ามีจุดไหนหลุดรั่วเสียหายไปบ้าง จะได้เร่งซ่อมแซมแก้ไข รวมถึงน้ำที่จะส่งต่อไปให้เกษตรกรใช้ ก็จะมีการวางระบบท่อส่งน้ำไปยังแปลงของเกษตรกร โดยในแต่ละบ้านจะต้องติดตั้งมิเตอร์ด้วย เพื่อให้เกษตรกรจัดการค่าน้ำกันเอง เพื่อเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้แก่กลุ่มเกษตรกร อีกทั้งยังตรวจสอบได้ว่าบ้านไหนใช้น้ำมากใช้น้อย ก็ต้องจ่ายค่าบำรุงตามที่ใช้จริง เพื่อความยุติธรรมต่อส่วนรวม

The advantages of doing

ข้อดีของการทำ “ฝาย” กั้นน้ำฝายชะลอน้ำ

ฝายกั้นน้ำ เป็นสิ่งก่อสร้างที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อกั้นทางน้ำ ตามปกติมักจะกั้น ห้วย, ลำธารขนาดเล็กในบริเวณต้นน้ำ หรือ พื้นที่ซึ่งมีความลาดชันสูง ถ้าเป็นช่องที่น้ำไหลแรงก็จะช่วยในการชะลอการไหลให้ช้าลงด้วย เพื่อเป็นการกักเก็บตะกอนไม่ให้ไหลลงไปทับถมบริเวณตอนล่าง ซึ่งเป็นวิธีการอนุรักษ์ดินและแหล่งน้ำให้สมบูรณ์

ฝายชะลอน้ำแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ฝายชะลอน้ำแบบท้องถิ่น หรือฝายแม้ว สร้างจากวัสดุจากธรรมชาติ เช่น กิ่งไม้ , ไม้ล้ม รวมทั้งการนำก้อนหินมาวางเรียงกัน, ฝายชะลอน้ำแบบเรียงด้วยหิน หรือ ฝายกึ่งถาวร และฝายชะน้ำแบบคอนกรีตเสริมเหล็ก หรือ ฝายแบบถาวร โดยการก่อสร้างฝายชะลอน้ำต้องมีการศึกษาโดยละเอียด ในเรื่องของความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่และปัญหา มิเช่นนั้นอาจเกิดผลเสียมากกว่าผลดีได้ เช่น สร้างแล้วทำให้น้ำนิ่ง ไม่เกิดการไหลเวียน ก็จะทำให้น้ำเน่าเสีย ระบบนิเวศเสื่อมโทรม จนอาจไปทำลายทรัพยากรธรรมชาติได้

ข้อดีของการทำ “ฝาย” กั้นน้ำ

  • ช่วยชะลอน้ำ เป็นการสร้างความชุ่มชื้นให้แก่ผืนป่าตลอดทั้งปี แม้กระทั่งในฤดูร้อน ที่ปกติน้ำจะต้องแล้ง ปัจจุบันมีการดูแลป่าชุมชนรวมกว่า 210,000 ไร่
  • มีน้ำใช้อย่างพอเพียง ในฤดูร้อนหรือหน้าแล้ง ทำให้ชุมชนรอบป่าไม่ขาดแคลน
  • ลดอัตราการเกิดน้ำท่วม เหตุการณ์จริงที่ฝนตกหนักในพื้นที่ จ.ลำปาง พบว่าน้ำไม่ท่วมในพื้นที่สร้างฝาย เช่น ชุมชนบ้านสาสบหกอำเภอแจ้ห่ม , ชุมชนบ้านสามขา , บ้านเอียก ในอำเภอแม่ทะ เป็นต้น
  • ช่วยยืดระยะเวลาให้น้ำท่วมช้าลง ถ้าเกิดเหตุภัยธรรมชาติอย่างรุนแรงจะทำให้ชาวบ้านในชุมชน สามารถอพยพได้ทันเวลา
  • ช่วยลดจำนวนการเกิดไฟป่า จากเหตุการณ์จริงหลังจากสร้างฝายในพื้นที่ป่ารอบโรงงานปูนซิเมนต์ไทย จังหวัดลำปาง พบว่ามีการเกิดไฟป่าลดลงจากปีละ 200-300 ครั้ง เหลือเพียงปีละไม่เกิน 4-6 เท่านั้น
  • เกิดความหลากหลายของพันธุ์พืชและสัตว์ป่า เช่น พื้นที่อนุรักษ์ป่าแม่ทรายคำ พบสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 22 ชนิด เช่น เม่นใหญ่ , สุนัขจิ้งจอก , แมวดาว ที่เป็นสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์ , สัตว์เลื้อยคลาน 26 ชนิด เป็นต้น
  • ประหยัดค่าใช้จ่าย เนื่องจากมีอาหารเพียงพอตลอดปี
  • สร้างอาชีพ ทั้งการนำผลผลิตจากป่า เช่น เห็ด , ผักหวาน , สมุนไพร เป็นต้น นำไปขาย ถ้าบางแห่งมีธรรมชาติอันสวยงาม ก็เปิดเป็น Homestay สร้างรายได้แก่ให้ชุมชน 2 ทาง
  • ต่อยอดกิจกรรมใหม่ๆ เช่น ป้องกันไฟป่าอย่างยั่งยืน , จัดทำระบบการประปาภูเขา , จัดตั้งกิจกรรมวิสาหกิจชุมชน เช่น กลุ่มการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว , กลุ่มการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ และกลุ่มสมุนไพร เป็นต้น
abocn-turbine

อุปกรณ์การเกษตรเครื่องทุ่นแรงสมัยเก่า

ถ้าเรามาพูดถึงเกี่ยวกับการเกษตรนั้นเราจะมุงเน้นไปที่พวกเครื่องใช้สมัยใหม่ไม่ว่าจะเป็นจำพวกเครื่องไถนาเครื่องตัดแต่งกิ่งไม้เครื่องรดน้ำภายในสวนพืชผักสวนครัวนั่นเองแต่หารู้ไม่ว่าก่อนที่จะมีของพวกนี้มานั้นเราเคยคิดกันไหมว่าเมื่อก่อนนั้น

ก่อนที่จะมีพวกเครื่องไถนานั้นคนไทยสมัยก่อนใช้อุปกรณ์อะไรในการทำไร่ทำนา นั่นก็คือควายหรือว่ากระบือของคนไทยนั่นเองเพราะว่าสมัยก่อนนั่นความเจริญและอุปกรณ์เทคโนโลยีนั้นยังมาไม่ถึงยังไม่เจริญเลยทำให้คนไทยสมัยก่อนฝึกวัวควายเพื่อนำเอามาเป็นอุปกรณ์การเกษตรนั่นเองอิกด้วยเนื่องจากค่ารางการใช้ในการชื่อเครื่องไถนานั้นมีราคาแพงมากหลายแสนเลยทำให้คนไทยนั้นฝึกวัวควายเพื่อที่จะนำมาเป็นเครื่องใช้ในการทำนานั่นเองข้อดีของมันนั้นก็มีคือลดต้นทุนในการผลิตและยังช่วยสืบสารอนุรักษ์ความเป็นมาของคนไทยสมัยก่อนเก่าแก่ได้อิกด้วยแต่นะยุคนี้สมัยนี้นั่นมันไม่เหมือนกันแต่ก่อนเนื่องด้วยอุปกรเทคโนโลยีที่ทันสมัยนั้นได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้นเลยทำให้จากการใช้วัวควายเป็นอุปกรณ์การเกษตรนั้นเริ่มที่จะถดถอยน้อยลงไปและตอนนี่ปันจุบันเทคโนโลยีได้เข้ามาเป็นเครื่องทุ่นแรงและใช้ในการทำนามากขึ้นเนื่องด้วยประหยัดค่าแรงงานประหยัดค่าจ้างประหยัดค่าอื่นๆอิกมากมายแล้วก็เครื่องไถนานั้นมีความเร็วในการทำนาและในการเก็บเกี่ยวข้าวสารที่เราปลูกไว้นั้นได้ไวกว่าคนปกติทำกว่าเร็วกว่าไวกว่าและยังประหยัดเวลาในการทำงานอิกด้วยนั่นคือข้อดีของอุปกรณ์เทคโนโลยีสมัยใหม่นั่นเองและตอนนี้นั้นเครื่องไถนาคูโบต้านั้นก็ยังเป็นที่หนึ่งของของตลาดการเกษตรเพราะว่ามันคือเครื่องกลและแถมยังเป็นเครื่องจักรที่มีหน้าที่ในการทำงานเต็มรูปแบบที่คนทั่วไปไม่สามารถทำได้นั้นเองและนั่นก็คือสิ่งที่ชาวเกษตรทุกคนต้องการและให้การยอมรับมีถึงทุกๆวันนี้

abocn-grower

ความหน้าสนใจของชาวไร่การเกษตรดีอย่างไรต่อชีวิตประจำวัน

ถ้าถามถึงเกี่ยวกับการกินหรือการเป็นอยู่นั้นคนไทยสมัยก่อนนั้นให้ความสนใจมากในเรื่องนี่เพราะว่าคนไทยสมัยก่อนนั้นมักจะใช้ความสามารถของตัวเองเพื่อในการทำมาหากินหรือเพื่อในการใช้ชีวิตให้อยู่ได้โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาคนอื่นอิกแล้วแถมยังมีความเป็นอยู่ที่ดีแล้วยังสามารถแบ่งปันเพื่อนบ้านได้อิกด้วยแล้ววันนี้เราจะมาคุยและพูดถึงเกี่ยวกับ คำว่าเกษตรกันว่าความเป็นมานั้นเป็นยังไงและอะไรคือคำว่าเกษตร คำว่าเกษตรนั้นคือการเพราะปลูกพืชผักหรือการเลี้ยงปาเลี้ยงไก่หรือเลี้ยงสัตว์และอิกอย่างหนึ่งก็คือการทำไรทำนาหรือจะเอาแบบกว้างๆมันก็คือการทำอะไรก็ได้ที่ทำออกมาแล้วสามารถนำสิ่งของนั้นกลับมาแปลเปลี่ยนเป็นเงินได้นั้นเอง และถามว่าชาวเกษตรนั่นต้องทำอะไรบ้างเราจะมายกตัวอย่างเช่นการทำบ่อฟาร์มเลี้ยงปาอย่างแรกที่เราต้องทำก็คือในหนึ่งวันนั้นสิ่งแลกคือตื่นเช้าขึ้นมานั้นเราต้องหมั่นดูนำว่าใสและสะอาดหรือไม่ถ้าไม่เราก็ต้องหาสาเหตุและวิธีแก้ไขแล้วสิงเลยเราต้องให้อาหารที่ทำให้ปลาที่เราเลี้ยงนั้นโตแล้มีเนื้อที่ใหญ่และเหมาะแก่การส่งออกไปขายยังท้องตลาดนั้นเองและถ้าถามว่าการเกษตรนั้นเราสามารถบอกอิกได้เลยว่ามันคืออาชีพที่สามารถเลี้ยงตัวเองได้โดยที่เราไม่ต้องออกไปทำงานที่ไหนหรือทำงานนอกบ้านนั่นเองงานที่ทำนั้นก็นั้นไปจำพวกของที่เรานั้นทำได้ง่ายและมีต้นทุนที่ไมแพงมากจนเกินไปแล้วสิ่งที่ชาวเกษตรหรือชาวไร่ชาวสวนนั้นต้องการก็คือความอยู่ด้วยมือเท้าของตัวเองเดินได้ด้วยตัวเองและเป็นนายของตัวเองนั่นเองอาชีพเกษตรกรและตอนนี้คนไทยกว่าสี่สิบเปอร์เซนนั้นก็ทำการเกษตรอิกด้วยและประเทศไทยก็เป็นพื้นที่ ที่ทำงานเกี่ยวกับการเกษตรมากและเยอะที่สุดในประชาคมอาเซี่ยนอิกด้วย

abocn-Agricultural machinery

อุปกรณ์แนวเกษตรและเศรษฐกิจนั้นสามารถอยู่ร่วมกับคนไทยได้อย่างไร

ถ้าถามถึงว่าคนไทยสมัยนี้นั้นอยู่ด้วยการดำรงชีวิตอย่างไรโดยที่ไม่เดือดร้อนคนอื่นนั้นมันก็มีได้มากหลายวิธีเช่นเดียวกันนั่นเองและที่สำคัญเลยคนในประเทศไทยนั้นยังนั้นใช้ความรู้ที่ได้จากการเล่าเรียนมาจากคนรุ่นสู่รุ่นทางด้านการเกษตรและเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในชีวิตประจำวันเราได้อิกด้วย แต่ที่เราจะมาพูดคุยพูดถึงกันในวันนี้นั้นก็คือ อุปกรณ์และเครื่องใช้ภายในสวนครัวที่เราจำเป็นต้องใช้แล้วก็หน้าที่การทำงานของเจ้าตัวสิ่งอุปกรณ์กัน ขอยกตัวอย่างเช่น เครื่องไถนาคูโบต้านั้นหน้าที่การทำงานของมันก็คือมีหน้าที่ช่วยในการเก็บเกี่ยวข้าวที่กำลังถึงเวลาเก็บเกี่ยวและยังสามารถเก็บได้ไวกว่าปกติอิกด้วยสองเท่าและนอกจากนั้นแล้วคนไทยนั้นส่วนหนึ่งนั้นยังชอบในการปลูกต้นไม้อิกด้วยและดอกกล้วยไม้อิกด้วยเนื่องจากดอกกล้วยไม้นั้นมีความสวยงามและเสน่ห์ของมันก็คือมีกลิ่นหอมและอุปกรณ์การเกษตรที่ที่ใช้ในการตัดแต่งต้นไม้นั้นก็คือกรรไกรแต่งหน้าที่การทำงานของมันคือคอมตัดส่วนเกินหรือส่วนที่ไม่ต้องการหรือส่วนที่แหลมออกมาและส่วนที่เราไม่ต้องการนั่นเองและมันยังสามารถตัดในส่วนที่นิ้วของเรานั้นไม่สามารถตัดเองได้อิดด้วยและดอกกล้วยไม้หรือต้นกล้วยไม้นั้นยังเป็นที่ต้องการของตลาดอิกด้วยและชาวเกษตรสมัยใหม่นั้นยังมุ่งนั้นที่จะทำฟาร์มเพาะเลี้ยงปลาน้ำจืดอิกด้วยและยังเป็นผลผลิตที่ตลาดของเรานั้นต้องการอิกด้วยแล้วชาวเกษตรการประมงนั้นและช่วงนี้นั้นตอนนี่นั้นยังเป็นหน้าร้านอิกและปีนี้นั้นชาวเกษตรยังปลูกทุเรียนอิกด้วยเนื่องจากเป็นผลผลิตและกำไรดีมากถึงหนึ่งปีชาวเกษตรนั้นจะทำได้เพียงแค่ปะระครั้งก็ตาม แต่ละปีก็ถึงมียอดเงินหมุนเวียนได้ดีมากเลยและยังเป็นผลไม้ที่อร่อยมากอิกด้วย

Vegetable-Garden-s

7 เทคนิคการปลูกผักสวนครัว ตามแบบฉบับเกษตรกรรม

ในปัจจุบัน การสร้างและทำสวนในบ้าน จัดเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่หลายคนให้ความสนใจ ไม่ว่าจะเป็นสวนดอกไม้หรือจะเป็นสวนผักต่างๆ ที่สามารถให้ประโยชน์ได้อย่างมากมาย ซึ่งในการจัดทำสวนแล้วนั้น เชื่อว่าหลายคนต้อวงมีการคิดและวางแผนความต้องการของสวน ที่อยากจะให้เป็นกันอยู่แล้ว แต่การลงมือทำนั้น บางทีก็ไม่สามารถทำได้ให้เป็นอย่างใจคิด ความเหตุผลต่างๆ มากมาย ซึ่งในวันนี้ ผมจะขอมาแนะนำ 7 วิธีการปลูกผักสวนครัว ให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีในแบบอย่างเกษตรกรรม ฉบับที่ว่าดีแน่นอน 100% เลยทีเดียว ซึ่งต้องบอกก่อนเลยว่า ทั้ง 7 ขั้นตอนนี้ จะเป็นขั้นตอนที่สามารถทำได้ง่าย และมีผลลัพธ์ที่ดี เพียงทำดังนี้

1.ปลูกให้น้อยชนิด เน้นผลผลิต

การปลูกผักมากหลากหลายชนิด จะทำให้ต้องวุ่นวายกับการดูแลแต่ละชนิดที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งถ้าทำไม่ได้สุดท้ายผักทั้งหมดก็เฉาตายไปอีก จึงควรเลือกแค่ 2-3 ชนิดก็พอ ปลูกน้อยๆ แต่เน้นผลผลิต จึงควรเลือกปลูกพืชที่ทางบ้านกินบ่อยๆ

2.อย่าปลูกเยอะจนเกินไป

ในการปลูกควรที่จะแบ่งพื้นที่ให้เหมาะสม ไม่ให้เบียดกันมากจนเกินไป เพราะมันจะทำให้พืชผักที่ปลูกนั้นแย่งอากาศและน้ำซึ่งกันและกัน จนตายไปในที่สุด

3.จัดตารางรดน้ำให้เหมาะสม

เป็นการจัดเวลาในการรดน้ำต้นไม้ เพื่อไม่ให้พืชที่ปลูกเฉาตาย ซึ่งในหน้าฝน เราสามารถที่จะกักเก็บน้ำฝนได้ เพื่อนำมาใช้ในการรดน้ำต้นไม้

4.ปลูกข้ามฤดู เพื่อผลผลิตที่ดี

อย่าหลงดีใจว่าจะสามารถทำได้ทุกชนิด เพราะมีเพียงบางพืชเท่านั้นที่สามารถปลูกข้ามฤดู เช่น บล็อกโคลี , หอมใหญ่ , มะเขือเทศ ที่เป็นผักประจำฤดูฝน แต่ก็สามาระนำมาปลูกในฤดูหนาวได้เช่นกัน

5.สร้างรั้วล้อมผัก

เป็นการป้องกันไม่ให้ศัตรูพืช เข้ามาในพื้นที่สวนผักของเรา

6.จดบันทึกข้อมูล

ใช้เทคนิคเดียวกับการจดความเปลี่ยนแปลงของการปลูกถั่วเขียวให้กลายเป็นถั่วงอก โดยการเก็บข้อมูล ช่วงเวลา ชนิด วิธีการปลูก การเจริญเติบโต หรือจำนวนผลผลิต เพื่อหาข้อแก้ไขปรับปรุงในการปลูกครั้งต่อๆ ไป

7.ปลูกในช่วงเวลาที่เหมาะสม

ในการปลูกผักสวนครัวนั้น จะมาหวังรอกินเลย คงเป็นไปไม่ได้แน่นอน ผู้ที่ต้องการปลูกผักสวนครัวต้องศึกษาถึงผักหรือพืชที่จะปลูกให้ดี ว่าควรที่จะปลูกในเวลาอะไร ฤดูกาลใด เพื่อผลผลิตที่ดี สามารถกินได้ตามฤดูกาล

ฤดูร้อน ต้องหาพืชที่ทนทานต่อความแห้งแล้งได้ เช่น มะระ , บวบ , ผักชี , ผักกาดขาว , ถั่วพู , ฟักทอง , ข้าวโพดหวาน เป็นต้น

ฤดูฝน (ตอนต้น) ควรปลูกพริก , ผักบุ้ง , มะเขือ , กระเจี๊ยบเขียว , บวบ , มะระ , แตงกวา น้ำเต้า เป็นต้น

ฤดูฝน (ตอนปลาย) ถือเป็นช่วงปลายฝนต้นหนาว สิ่งที่ควรปลูกคือ ถั่วลันเตา , แครอท , หอมใหญ่ , มะเขือเทศ , ขึ้นฉ่าย , กะหล่ำปลี เป็นต้น

ฤดูหนาว ควรปลูกบล็อกโคลี , แครอท , หอมหัวใหญ่ , ผักกาดขาว , ถั่วพู , ผักกาดหอม เป็นต้น

ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ที่ทาง http://www.sbobetonline24.com ต้องการนำมาให้ได้อ่าน เพื่อเพิ่มความรู้ในต่อๆ ไป

abocn-tmaxresdefault-s

การเลี้ยงหมูหลุมสร้างรายได้ลดต้นทุนเข้าสู่อาชีพ

การเลี้ยงหมูโดยปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาตินั้น เราเลี้ยงแค่ตัวเดียวก็ทำให้มีกลิ่นเหม็นแล้ว ส่วนความแตกต่างของการเลี้ยงหมูหลุมนั้นมีประโยชน์มากและทำให้หมูโตไวมีสภาพร่างกายที่แข็งแรง เพราะถ้าเราย้อนกลับไปดูวิธีการเลี้ยงหมูตามวิธีแบบชาวบ้านสมัยก่อนนั้นจะเลี้ยงหมูโดยปล่อยให้อยู่กับขี้ดินขี้โคลนตามใต้ถุนบ้านซึ่งบ้านสมัยก่อนนั้นจะมีบ้านที่มีใต้ถุนกันซะส่วนใหญ่และส่วนใหญ่ใต้ถุนบ้านก็จะไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรจึงทำให้ชาวบ้านบางคนนำหมูมาเลี้ยงเพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติมบ้างก็เลี้ยงแค่ 1-2 ตัว บ้างก็จะเลี้ยงหลายตัวตามพื้นที่ที่มีอยู่แต่การเลี้ยงหมูแบบชาวบ้านในสมัยก่อนนั้นก็จะเลี้ยงกันตามประสาชาวบ้านที่ไม่มีความรู้อะไร จึงเลี้ยงหมูโดยการกั้นใต้ถุนบ้านให้เป็นคอกและขังน้ำให้เป็นดินโคลนเพื่อให้หมูได้อยู่เสมือนธรรมชาติ แต่การเลี้ยงหมูโดยวิธีนี้ไม่เป็นที่น่ายินดีเท่าไหร่นักเนื่องจากการเลี้ยงด้วยวิธีดังกล่าวจะทำให้บ้านได้รับกลิ่นเหม็นจากมูลของหมูเองและยังเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคต่างๆที่เป็นอันตรายทั้งคนและหมูที่อยู่ในบริเวณนั้นอีกด้วย ดังนั้นเรามาทำความรู้จักกับการเลี้ยงหมูหลุมกันเลยดีกว่าครับ

การเลี้ยงหมูหลุมจะมีขั้นตอนไม่ยุ่งยากมากนักหากได้ศึกษามาเป็นอย่างดีก็จะประสบผลสำเร็จได้ เราจะเริ่มขั้นตอนแรกกันเลยดีกว่าครับ

1.ควรจะมีพื้นที่ที่เป็นแบบโรงเรือนโดยมีที่กันแดดกันฝนได้เป็นอย่างดี จากนั้นก็แยกเป็นคอกๆโดยจะให้ 1 คอกมีหมูอยู่ได้ไม่เกิน 10 ตัวซึ่งการสร้างจำนวนของคอกหมูนั้นจะขึ้นอยู่กับพื้นที่ที่เรามีอยู่และจำนวนหมูที่จะเลี้ยงด้วย

2.ให้ปูพื้นคอกหมูโดยใช้ต้นกล้วยมาสับเป็นชิ้นเล็กเทลงพื้นให้ทั่วคอก จาดนั้นให้นำน้ำจุลินทรีย์มาเทราดให้ทั่วคอกอีทีและใช้แกลบมาเททับอีกชั้นโดยให้คุมต้นกล้วยที่สับให้มิด

3.ทำแบบเดียวกันอย่างข้อที่ 2 อีกครั้งเพื่อความหนาของพื้นที่และทำให้เหมือนกันแบบนี้ทุกคอก สุดท้ายให้ฉีดน้ำให้ชุ่มชื่นทั่วทั้งคอก เพียงเท่านี้ก็จะสามารถเลี้ยงหมูได้อย่างปกติซึ่งจะทำให้ลดกลิ่นของมูลของหมูและทำให้หมูแข็งแรงปลอดโรคอีกด้วย

ทั้งนี้เมื่อนำหมูไปขายได้แล้วก็นำพื้นคอกที่เป็นแกลบและมูลของหมูไปใส่ต้นไม้แทนปุ๋ยได้หรือนำไปขายให้กับชาวเกษตรกรที่ปลูกพืชผักได้อีกด้วย

abocn-pic

การเพาะเห็ดฟางในตะกร้าแนวทางเลือกใหม่ของเกษตรกร

การเพาะเห็ดฟางในตะกร้าว่ากันว่าเป็นวิธีการเพาะเห็ดฟางที่ได้ผลผลิตดีที่สุดและปลอดภัยมากที่สุดในการเพาะอีกด้วย

เพราะจะใช้การเพาะในโรงเรือนที่เราสามารถสร้างขึ้นเองจากโครงเหล็กหรือโรงเรือนที่มีอยู่แล้วก็ได้ แต่การใช้โรงเรือนที่สร้างมาจากโครงเหล็กนั้นถึงจะมีขั้นตอนที่มากกว่าแต่จะควบคุมระบบการเพาะเห็ดได้ดีกว่าด้วย เพราะว่าการสร้างโรงเรือนด้วยโครงเหล็กนั้นจะสร้างขึ้นหลายๆโรงเรือนและจะใช้หลายๆโรงเรือน ต่างจากเมื่อก่อนที่ใช้โรงเรือนใหญ่ๆเพียงแค่โรงเรือนเดียว

วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการเพาะเห็ดมีดังนี้

1.ตะกร้าพลาสติกที่มีช่องทั้งด้านข้างและด้านล่างโดยรูจะมีความกว้างxยาว 1 นิ้ว 2.วัสดุเพาะ เช่น ขี้เลื้อย 3. อาหารเสริม 4.เชื้อเห็ดฟางที่ดีมีคุณภาพ 5.ฟิล์มหรือพลาสติกที่ใช้คุมตะกร้า 6.อุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น มีด,ท่อนไม้,กรรไกรเป็นต้น 7.สุ่มไก่ 8.โครงเหล็กที่ใช้เป็นเสมือนโรงเรือน

โดยจะมีขันตอนเพราะเห็ดฟางดังต่อไปนี้

ขั้นตอนแรกให้นำตะกร้าล้างน้ำให้สะอาดแล้วตากแดดสักครึ่งวัน จากนั้นให้นำขี้เลื้อยเทใส่ลงไปในตะกร้าให้ทั่วตะกร้าให้สูงประมาณ 1 นิ้วเสร็จแล้วให้นำอาหารเสริมเช่น ผักตบชวาโดยเอาผักตบชวาไปหั่นเป็นชิ้นเล็กๆหั่นแบบเฉียงๆหนาประมาณสักครึ่งนิ้ว นำผักตบชวาที่เตรียมไว้ใส่ลงไปเป็นชั้นที่ 2 ของตะกร้าใช้ประมาณ 1 ลิตรและแหวกตรงกลางออกให้มีช่องว่าประมาณ 1 กำปั่นของมือคน จากนั้นให้นำเชื้อเห็ดฟางที่ได้เตรียมไว้มาทำการผสมกับแป้งสาลีต่อมาเทลงบนชั้นที่ 2 โดยให้ชิดขอบของตะกร้าให้ทั่วตะกร้า เสร็จแล้วให้ทำแบบเดียวกันนี้อีก 2 ครั้ง โดยจะได้ทั้งหมด 3 ชั้น ปิดท้ายด้วยการนำขี้เลื้อยเททับชั้นบนสุดใช้ท่อนไม้กดอัดให้แน่นให้มีพื้นที่ความสูงเหลือจากปากตะกร้าลงมา ประมาณ 2-3 นิ้ว จากนั้นให้นำไปวางเรียงกันกับตะกร้าอื่นๆที่ทำเสร็จแล้วส่วนใหญ่จะใช้ 3 ตะกร้าวางเรียงกันเป็นวงกลม และจะให้อีก 1 ตะกร้าวางซ้อนกันอยู่ด้านบน

จากนั้นนำสุ่มไก่มาครอบและใช้ฟิล์มหรือพลาสติกปิดอีก 1 ชั้น วันที่ 3 ให้ย้ายไปที่โรงเรือนเหล็กและค่อยดูอุณหภูมิไม่ให้เกิน 25-30 องศาเซลเซียส ในวันที่ 8-10 ก็จะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ จะเก็บเห็ดฟางได้ถึง 4 ครั้งกันเลยทีเดียว

ในปัจจุบันการเพาะเห็ดฟางด้วยวิธีนี้นั้นสามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี ทั้งที่ทำแบบเป็นประจำหรือที่ทำเป็นอาชีพเสริมได้อีกด้วย

abocn_cricket

 จิ้งหรีดเป็นอาชีพที่เกษตรกรนิยมเลี้ยงมากในเวลานี้

แมงสะดิ้ง หรือที่เรารู้จักกันดีที่มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า จิ้งหรีดจิ้งหรีดไทยดังไกลถึงต่างประเทศ เป็นเรื่องที่น่ายินดีมากๆสำหรับเกษตรกรชาวไทย ที่ทางคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (ขอนแก่น)ได้ทำการวิจัยและพัฒนาขึ้นมา โดยมีการค้นพบว่าแมงสะดิ้งหรือจิ้งหรีดนั้นเป็นแมงที่สามารถรับประทานได้ไม่เป็นอันตรายใดๆทั้งนั้น และได้ทำการแปรรูปให้เป็นอาหารต่างๆที่สามารถรับประทานได้ง่ายอีกด้วย เช่น ข้าวเกรียบจิ้งหรีด คุกกี้จิ้งหรีด ผงจิ้งหรีดสำเร็จรูป และ จิ้งหรีดที่นำมาแปรรูปที่ได้รับความนิยมที่สุด คงหนี้ไม่พ้นแมงสะดิ้งหรือจิ้งหรีดทอดกรอบ รสต่างๆนั้นเอง ไม่ว่าจะเป็น รสต้นตำหรับ หรือรสต้มยำกุ้งเป็นต้น นอกจากนี้ยังได้นำสินค้าแมงสะดิ้งที่ได้ทำการแปรรูปต่างๆไปออกจำหน่ายถึงต่างประเทศและประเทศที่นิยมรับประทานแมงสะดิ้ง มากที่สุดและได้ผลตอบรับที่ดีในการออกวางจำหน่ายได้แก่ประเทศฝรั่งเศสนั้นเอง

ซึ่งเรามีเกษตรกรที่มีอาชีพเลี้ยงแมงสะดิ้งหรือจิ้งหรีดนั้น มีจำนวนทั้งหมด 20,000 ฟาร์มทั่วประเทศไทยกันเลยทีเดียว โดยส่วนใหญ่จะมีฟาร์มเลี้ยงจิ้งหรีดในแทบภาคอีสานเป็นจำนวนมากที่สุด

เรามาดูวิธีการเลี้ยงแมงสะดิ้งหรือจิ้งหรีดกันเลยดีกว่าครับ

ขั้นตอนแรกเราสร้างบ้านให้กับเจ้าจิ้งหรีดกันก่อนโดย มีการสร้างได้หลายวิธี เช่น สร้างจากไม้อัด หรือ สร้างจากปูนก็ได้ โดยส่วนใหญ่จะทำเป็นลักษณะคล้ายๆห้องสี่เหลี่ยมมีความสูงประมาณ 1.5 เมตรขึ้นไป ความกว้างหรือความยาวของห้องนั้นจะขึ้นอยู่กับปริมาณในการเลี้ยง ยิ่งมีพื้นที่กว้างมากยิ่งเลี้ยงได้เป็นจำนวนมาก เมื่อเรามีพื้นที่เป็นเหมือนห้องสี่เหลี่ยมแล้วเราก็จะใช้แผงที่ใส่ไข่ไก่ที่เป็นแบบกระดาษมาวางซ้อนไปมาสลับกันหน้าหลังไปมาเพื่อที่จะให้มีช่องว่างไว้ให้จิ้งหรีดได้อาศัยอยู่หรือเป็นเสมือนรังของมันนั้นเอง ส่วนเรื่องของอาหารจะให้กินจำพวกอาหารไก่หรืออาหารหมูก็ได้ที่สำคัญต้องบดให้ละเอียดมากๆยิ่งมากเท่าไหร่ยิ่งดีเพราะจิ้งหรีดเป็นสัตว์ที่มีขนาดตัวเล็กจึงต้องกินอาการที่เล็ก ไม่เช่นนั้นจะทำให้จิ้งหรีดไม่โตเพราะกินอาหารไม่ได้ ควรให้กินอาหารจำพวกนี้ประมาณ 20 วันเท่านั้นหลังจากนั้นควรให้อาหารจำพวกพืชผักเพราะไม่เช่นนั้นแล้วเวลาที่เราได้รับประทานจิ้งหรีดที่ให้อาหารไก่หรืออาหารหมูอย่างเดียวเข้าไปจะทำให้รู้สึกเหม็นคาวได้

ส่วนถาดสำหรับใส่อาหารนั้นควรมีขอบของถาดขึ้นมาสาเหตุเพราะเวลาจิ้งหรีดมากินอาหารจะไม่ทำให้อาหารหกออกไปจากถาด ทั้งนี้ต้องมีตาข่ายปิดที่บริเวณปากห้องที่เราเลี้ยงจิ้งหรีดอยู่เสมอเพื่อเป็นการกันจิ้งหรีดออกจากที่เราเลี้ยงและกันจิ้งจกหรือสัตว์อื่นๆเข้ามากินจิ้งหรีดของเราได้ จากนั้นเลี้ยงจิ้งหรีดไปให้ถึง 45 วันก็จะจับมาขายได้

จิ้งหรีดสามารถทำรายได้มากและเร็ว เกษตรกรส่วนใหญ่จึงเริ่มหันมาเลี้ยงจิ้งหรีดขายกันเป็นจำนวนมากและมีจำนวนผู้เลี้ยงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

abocn-maxresdefault

ชัยพร พรหมพันธุ์

Nam pretium sodales eros. Phasellus efficitur magna nec nibh sagittis, sed elementum dui tincidunt. Nam maximus felis eu diam vestibulum, non gravida purus feugiat. Nulla facilisi. Nullam sit amet mollis eros, a varius erat. Phasellus tempus dignissim tortor, at fermentum ipsum. Praesent vel ligula vitae nibh fermentum convallis. Aenean nisl magna, semper eget tortor ut, accumsan dignissim lorem. Quisque et cursus sem. Nam consequat turpis enim. Sed quis neque in tortor dapibus porta.