abocn-Sprouts

การปลูกถั่วงอกให้ขาวอวบน่ารับทานปลอดสารพิษทำได้เองสามารถขายได้อีกด้วย

การปลูกถั่วงอกนั้นมันไม่ใช้เรื่องง่ายเลยหากเราไม่รู้วิธีและมีอุปกรณ์ที่ครบครันนั้นก็จะทำให้ได้ถั่วงอกไม่เป็นอย่างที่ต้องการ ทั้งนี้ยังต้องดูแลเอาใจใส่ให้มากอีกด้วยเพราะถั่วงอกนั้นปลูกได้เร็วใช้เวลาน้อย เพียงแค่ 3-4 วันเท่านั้นก็ได้ถั่วงอกที่น่ารับประทานแถมยังปลอดสารอีกด้วยเพราะเราเป็นคนปลูกเองกับมือ ดังนั้นเรามาดูวิธีการปลูกที่ดีและเห็นผลกันเลยดีกว่าครับ เรามาดูในเรื่องของอุปกรณ์กันก่อนเลยครับ

– ใช้พาชนะอะไรก็ได้ที่สามารถเอาไว้ปลูกถั่วงอกได้ เช่น ถ้าหากเราต้องการปลูกแค่ใช้ทำเป็นอาหารทานเองในครัวเรือนก็ใช้เป็นกาละมังก็ได้ หรือ ถ้าจะปลูกเพื่อเอาไปขาย ก็ใช้เป็นบ่อปูนซีเมนต์ขนาดใหญ่ๆก็ได้เช่นกัน

– กระสอบป่าน หรือ ผ้าอะไรก็ได้ที่สามารถซับน้ำได้ดี แต่ที่อยากแนะน้ำให้ใช้กระสอบป่านจะดีที่สุด

– ตะแกรง ตะแกรงควรใช้เป็นตะแกรงเหล็กที่มีขาตั้งได้สูงขึ้นจากพื้นประมาณ 1 นิ้ว

– ตะแกรงพลาสติก ตะแกรงพลาสติก ที่มีรูไม่หางกันมากประมาณ 3 mm.

เราจะเริ่มวิธีการปลูกถั่วงอกดังนี้

– ให้เอาถั่วเขียวแช่น้ำอุ่นไว้ประมาณ 6-8 ชั่วโมง ห้ามแช่น้ำนานเกินไปเพราจะทำให้ถั่วเขียวนั้นฟ่อได้หรือไม่สมบูรณ์

2 นำตะแกรงเหล็กวางลงไปวางในบ่อปูนโดยที่ตะแกรงเหล็กสามารถวางได้ทั่วทั้งบ่อ ถ้าเป็นกาลังมังก็ทำเช่นเดียวกัน

3 จากนั้นให้เอาตะแกรงพลาสติกที่ตัดจนได้ขนาดเดียวกับบ่อปูนซีเมนต์แล้ววางลงไปทับกับตะแกรงเหล็กอีกที

4 นำกระสอบป่านที่ตัดจนได้ขนาดเดียวกับบ่อปูนซีเมนต์วางบนตะแกรงอีกชั้น

5 โรยเมล็ดถั่วเขียวที่แช่น้ำไว้ครบชั่วโมงแล้วโรยลงไปที่พื้นของกระสอบป่าน โดยให้โรยจนทั่วของกระสอบป่านให้มีความหนาของเมล็ดถั่วเขียวสัก 2 ชั้นซ้อนกัน และทำตามขั้นตอนที่ 1-4 และ 5 ไปเรื่อยๆจนกว่าจะครบ 5 ชั้น หรือตามจำนวนชั้นที่เราต้องการ

ข้อควรระวังคือ ควรรดน้ำบ่อยๆ โดยเฉลี่ยแล้ว 5 ครั้งต่อ 1 วัน โดยระยะห่าง 3 ชั่วโมงต่อ 1 ครั้ง ทำมาจนถึงวันที่ 3 ก็จะสามารถนำถั่วงอกมารับประทานหรือขายได้แล้ว เราก็จะได้ถั่วงอกที่ทั้งขาวทั้งอวบและสดปลอดสารพิษอีกด้วย

abocn-DSC08282

แตงโมรูปหัวใจกับความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของเกษตรกร

ใครจะไปเชื่อละครับว่าแตงโมโดยทั่วไปนั้นที่มีลูกเป็นรูปลูกทรงกลมๆนั้นจะสามารถกลายมาเป็นแตงโมรูปหัวใจน่ารักฟุ้งฟิงมุ้งมิงได้ เพราะการปลูกแตงโมเพื่อให้ได้ผลผลิตหรือให้ออกผลเก็บได้นั้นก็ว่ายากแล้ว เนื่องจากแตงโมเป็นผลไม้ที่ต้องคอยดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างมากที่สำคัญถ้าอยากให้แตงโมมีรสชาติที่หวานกรอบก็ยิ่งยากเข้าไปใหญ่
แต่ก็ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ถ้าหากตั้งใจทำอย่างจัง ซึ่งนาย ฮิโรชิ คิมูระ เป็นคนประเทศญี่ปุ่นได้ศึกษาข้อมูลและหาความรู้มาเป็นเวลานาน ด้วยที่ว่าไม่ใช่เป็นเพราะความบังเอิญแน่ๆที่ทำให้แตงโมของเขานั้นเป็นรูปหัวใจได้ เพราะเขาได้ทดลองการทำแตงโมรูปหัวใจมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง ซึ่งในแต่ละครั้งก็จะประสบพบเจอกับปัญหาเป็นอย่างมากเขาจึงได้เจาะลึกและแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดนั้นไปเรื่อยๆจนทำให้เขาประสบความสำเร็จ เขาบอกว่าปัญหาส่วนใหญ่จะเป็นในเรื่องที่เกี่ยวกับดิน และอากาศ เพราะเขาใช้บล็อกเป็นแม่พิมพ์รูปหัวใจโดยการบล็อกพิมพ์นั้นจะทำให้อากาศไม่ถ่ายเทและถ้าปลูกในที่ที่มีดินไม่เหมาะสมหรือไม่มีคุณภาพนั้นก็จะทำให้ลูกทรงโตไม่ได้ตามที่ต้องการหรือรูปทรงที่ผิดเพี้ยนไปไม่เป็นไปตามบล็อกพิมพ์นั้นๆ ทั้งนี้เมื่อเขาได้ทราบถึงปัญหา เขาก็ได้มีการแก้ไขจนทำให้ตัวเขาได้ประสบกับความสำเร็จ เขาได้เลือกใช้ที่ดินในการปลูกที่มีความสมบูรณ์และควรคุมการให้น้ำแบบเหมาะสม และยังสามารถควบคุมในเรื่องของอากาศอีกด้วย ในเรื่องของการควบคุมของอากาศนั้นเขาได้ควบคุมทั้งอากาศที่จะมาสัมผัสกับต้นของแตงโมโดยตรงด้วยการสร้างเป็นโรงเรือนโดยให้อากาศภายนอกเข้ามาได้แค่พอประมาณ และยังควบคุมอาการให้กับลูกของแตงโมอีกด้วย โดยการใช้บล็อกพิมพ์ที่สั่งทำมาโดยเฉพาะในการทำลูกแตงโมให้เป็นรูปหัวใจและมีรูระบายอาการในตัวซึ่งจะทำให้ลูกแตงโมที่ได้นั้นมีรูปทรงที่เป็นไปตามบล็อกพิมพ์รูปหัวใจและโตได้เต็มที่ ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะได้ลูกแตงโมที่แก่เต็มที่มีรูปทรงรูปหัวใจ มีเปลือกที่สะอาดสีเขียวเข้ม และมีรสชาติที่ดีเยี่ยม ซึ่งเกษตรกรชาวญี่ปุ่นท่านนี้ที่ได้ประสบความสำเร็จ ได้กล่าวไว้ว่าการที่จะประสบผลสำเร็จได้นั้น 1.ต้องมีใจรัก รักในสิ่งที่ทำ 2.ต้องใส่ใจ 3.ต้องอดทน 4.ควรศึกษาหาความรู้ตลอดเวลา เพียงเท่านี้คุณก็จะประสบความสำเร็จในชีวิตได้ครับ

abocn-tmaxresdefault

เกษตรทฤษฎีใหม่แก้ปัญหาให้เกษตรกรได้อย่างมั่นคง

ในประเทศไทยมีประชากรที่มีอาชีพทำการเกษตรมากที่สุดก็ว่าได้และมีกันทุกภาคพื้นที่กันเลยทีเดียว แต่การทำการเกษตรนั้นไม่ได้ทำให้ชาวเกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงและเพียงพอสำหรับการเลี้ยงชีพได้ จึงทำเกษตรกรหลายรายต้องเลิกอาชีพการทำเกษตรมาหางานอื่นทำกันเป็นจำนวนมาก บางรายยิ่งทำก็ยิ่งจะมีแต่หนี้สินเพิ่ม เนื่องจากการทำการเกษตรแบบเก่านั้นเป็นการปลูกพื้นเพียงหน้าเดียว จึงเสี่ยงในเรื่องของราคาการตลาดที่ขึ้นๆลงๆถ้าโชคดีก็ทำให้มีกำไรได้แต่ถ้าโชคร้ายขึ้นมาล่ะ นอกจากจะเหนื่อยกับการทำการเกษตรแล้วยังทำให้ต้องเป็นหนี้เป็นสินอีก เนื่องจากการขายผลผลิตไม่ได้กำไรแต่ต้องกินต้องใช้เท่าเดิม อีกทั้งชาวเกษตรกรส่วนใหญ่ร้อยละ 20 % จะอยู่นอกพื้นที่ของชลประทาน ซึ่งจะประสบปัญหาในเรื่องของน้ำที่จะนำมาใช้ในการทำการเกษตร

ทั้งนี้ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ทรงพระราชดำริ การทำการเกษตรทฤษฎีใหม่ขึ้นเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรได้อย่างยั่งยืน

โดยการทำเกษตรทฤษฎีใหม่มีดังต่อไปนี้

ให้แบ่งที่ดินเป็น 4 ส่วน โดยส่วนที่ 1 ให้ทำเป็นบ่อเลี้ยงปลา 30% ของพื้นที่ ส่วนที่ 2 ให้ทำนา 30% ของพื้นที่เช่นเดียวกัน ส่วนที่ 3 ให้ปลูก พืชสวนพืชไร่และไม้ยืนต้นแบบผสมผสานกันไปหลากหลายชนิดและให้สอดคล้องกันเช่น ปลูกต้นสักพร้อมกับต้นชะพู เพื่อให้ทั้งสองได้เกื้อกูลกัน โดยให้ต้นชะพูเกาะรอบต้นสักแทนการใช้อย่างอื่นมาทำเป็นเสาร์เพื่อให้ต้นชะพูเกาะเลื่อย ส่วนที่ 4 ให้สร้างเป็นที่อยู่อาศัย และปลูกพืชผักสวนครัวต่างๆนานาชนิด และให้ทำการเพาะเห็ด และเลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่เลี้ยงหมูเป็นต้น ซึ่งในส่วนที่ 4 นี้จะใช้พื้นที่ 10 % ของพื้นที่ทั้งหมด

เพียงเท่านี้เกษตรกรก็จะมีน้ำที่ใช้เป็นบ่อเลี้ยงปลาและเป็นบ่อที่มีไว้สำหรับกักเก็บน้ำในหน้าฝนเพื่อเอาไว้ใช้ทางการเกษตรได้ตลอดทั้งปี และจะมีรายได้หลายหลายช่องทางทั้งจากการทำนา เลี้ยงปลา พืชผักผลไม้ พืชผักสวนครัว หมู เห็ด เป็ด ไก่ ได้หมดทั้งสิ้น

หากเกษตรกรได้ทำตามขั้นตอนทั้งหมดมานี้ได้ก็จะมีชีวิตที่มั่นคงมีรายได้ที่คงที่และมีเวลาให้กับครอบครัว ซึ่งจะทำให้สังคมมีทั้งสิ่งแวดล้อมที่ดีและสุขภาพที่ดีอีกด้วย

abocn-cycle

เกษตรผสมผสานมีดีอย่างไรกับเกษตรกร

คำว่าเกษตรผสมผสานนั้นก็คือการปลูกพืชผักผลไม้หรือพืชผักสวนครัวต่างๆหลากหลายชนิดในพื้นที่เดียวกัน เป็นหลักการและแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงในพระราชดำริ ซึ่งการทำเกษตรแบบผสมผสานนั้นมีประโยชน์อย่างมากในหลายๆเรื่องเช่น สร้างรายได้ตลอดทั้งปี ไม่กลัวเรื่องของราคาตกในช่วงที่ผลผลิตล้นตลาด

เกษตรผสมผสานสามารถทำได้จริงและเห็นผลถึงแม้จะมีแค่พื้นที่อยู่ไม่มากแต่ก็สร้างรายได้มาแล้วเดือนละเป็นแสนต่อเดือนต่อไร่ ขึ้นอยู่กับการกระทำของตัวเกษตรกรเอง เรามาดูตัวอย่างของเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จกันเลยดีกว่าครับว่าเขาปลูกอะไรและมีรายได้เท่าไหร่กันบ้าง จะยกตัวอย่างเกษตรกร ดังนี้

เกษตรกรรายนี้ มีเนื้อที่อยู่ 7 ไร่ครึ่ง แบ่งไปปลูกกล้วย 800 ต้น มะเขือพวงไร้หนามอีก 2,000 ต้น และยังมีพืชผักสวนครัวต่างๆรอบๆของพื้นที่ในสวนอีกด้วย มีทั้ง ข่า ตะไคร้ ขิง กะเพรา โหระพา พริก เป็นต้น และยังมีบ่อปลาอีก 11 บ่อ มีทั้งปลาดุก ปลานิล ปลาทับทิม ซึ่งเกษตรกรรายนี้ได้บอกว่าเขาสามารถสร้างรายได้เฉลยเดือนละ 20,000-30,000 ต่อเดือน ทั้งนี้รายได้หลักๆก็จะมาจากมะเขือพวงไร้หนามที่ได้ปลูกไว้ 2,000 ต้นซึ่งเมื่อถึงเวลาให้ผลผลิตก็จะเก็บขายได้ตลอดทั้งปีและที่สำคัญถ้าเราไม่เก็บผลของมะเขือพวงไร้หนามก็จะไม่ออกใหม่เหมือนกัน และรายได้อีทางก็มาจาก ผลผลิตจากกล้วย ที่ได้ปลูกไว้ 800 ต้นก็จะสามารถนำทั้งผลกล้วย หัวปี และหนอ ขายได้อีกเช่นกัน ส่วนรายได้เสริมก็มาจากปลาที่ได้เลี้ยงไว้อีก 11 บ่อ รวมทั้งพืชผักสวนครัวอื่นๆอีกด้วยทั้งนี้ พืชผักสวนครัวทั้งหลายยังสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายในเรื่องของค่ากับข้าวได้อีกด้วย

เกษตรกรรายนี้ได้เล่าว่าหากเจอปัญหาในเรื่องของรายในการขายที่ต่ำก็จะไม่ทำให้เขาขาดทุนเพราะว่ายังมีรายได้จาดทางอื่นอีกด้วย ทั้ง ปลาที่ได้เลี้ยงไว้และพืชผักอีกกว่า 10 ชนิดที่มีอยู่ การทำเกษตรผสมผสานทำให้มีรายได้แบบรายวันโดยใน 1 เดือน จะมีรายได้จากการทำเกษตรผสมผสานเกือบแทบจะทุกวัน จึงไม่ต้องไปหากู้เงินมาเป็นก้อนๆเพื่อที่จะลงทุนในการซื้อปุ๋ยในการทำเกษตร ซึ่งการทำเกษตรโดยปลูกพืชแค่ชนิดเดียวนั้นหากราคาตกต่ำก็จะทำให้ขาดทุนและเป็นหนี้ได้ อีกทั้งเกษตรกรยุคใหม่มักจะใช้ปุ๋ยอินทรีย์แทนพวกการใช้ปุ๋ยที่มีสารเคมีต่างๆ เพื่อผลผลิตที่ดีและราคาถูกกว่าอีด้วย เห็นไหมละครับว่าการทำเกษตรแบบผสมผสานนั้นมีดีและมีความต่างกับการทำเกษตรแบบเดี่ยวอย่างไร

abocn-Catfish

การเลี้ยงกบคอนโดร่วมกับปลาดุก เลี้ยงง่ายรายได้ดีใช้พื้นที่น้อย

การเลี้ยงกบคอนโดสามารถใช้พื้นที่น้อยได้เนื่องจากเป็นการใช้ยางรถที่ไม่ได้ใช้แล้วนำมาซ้อนกัน 3 เส้นหรือชั้นเพื่อใช้แทนบ่อเลี้ยงกบนั้นเอง

เรามาดูขั้นตอนการเลี้ยงกบคอนโดร่วมกับปลาดุกันเลยครับ

การเลี้ยงกบคอนโดร่วมกับปลาดุนั้นจะต้องมีการเลี้ยงปลาดุอยู่แล้วและเราต้องเลี้ยงกบคอนโดให้ใกล้กับบ่อปลาดุให้มากที่สุดเนื่องจากเราจะใช้มูลและเศษอาหารของกบคอนโดนที่เหลือไปใช้เป็นอาหารให้กับปลาดุกได้อีกด้วย

เรามาเริ่มจากการวางท่อน้ำทิ้งของคอนโดกบกันก่อนเลยดีกว่า

1 ควรขุดดินเพื่อที่จะวางท่อน้ำทิ้ง

2 ให้ต่อท่อน้ำทิ้งของแต่ละคอนโดเชื่อมต่อกันและนำไปวางในร่องที่ได้ขุดไว้ โดยเราจะเลี้ยงได้ประมาณ 9 คอนโด หลังจากวางระบบท่อเสร็จแล้วให้เทปูนทับและฉาบหน้าปูนให้สนิท และเรียบเนียนที่สุดเพื่อที่จะลดการเกิดแผลให้กับตัวกบได้

3 ให้ทำความสะอาดคอนโดกบให้สะอาดโดยการใช้น้ำสะอาดและน้ำจุลินทรีย์เทลาดลงไปในแต่ละคอนโดเป็นขั้นตอนสุดท้าย จากนั้นให้ล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง

4 ใส่น้ำสะอาดลงไปในห่วงยางแต่ละเส้นของคอนโด ควรใช้น้ำสะอาดที่มาจาก ชลประทาน หรือ ตามคลอง และแห่งน้ำต่าง จะให้ให้กบโตไวและแข็งแรงเนื่องจากเป็นน้ำที่มาจากธรรมชาติโดยตรงและจะทำให้กบสามารถปรับตัวได้ง่าย โดยให้ใส่น้ำลงไปที่ห่วงยางโดยให้มีน้ำขังห่วงยางสักครึ่งหนึ่ง และใส่น้ำจุลินทรีย์ตามหลังลงไปอีก

5 นำพันธุ์กบที่เตรียมไว้เพื่อที่จะเลี้ยงนั้น ใส่ลงไปในคอนโดได้ทันทีเลยโดยที่แต่ละคอนโดจะใช้กบประมาณ 70- 100 ตัวตามความเหมาะสม โดยจะเลือกใช้กบในการเลี้ยงที่มีขนาดตัวอยู่ที่ 1-2 นิ้ว

วิธีการเลี้ยงจะต้องให้อาหารกบวันละ 2 ครั้ง ให้หากกัน 8-10 ชั่วโมง โดยกบในเดือนแรกๆจะใช้อาหารเม็ดที่เอาไว้เลี้ยงปลาดุกเม็ดเล็ก และพอตัวใหญ่ขึ้นให้เปลี่ยนมาให้อาหารปลาดุกเม็ดใหญ่แทน และควรทำความสะอาดคอนโดกบอย่างน้องวันละ 1 ครั้ง มูลกับเศษของกบที่ได้ทำความสะอาดนั้นจะสามารถเป็นอาหารของปลาดุกได้อีกต่อหนึ่ง

กบจะสามารถจับขายได้ประมาณเดือน 4-5 หรือจะนานกว่านั้นก็ได้เพื่อรอดูราคาขึ้นลงของตลาด ถือได้ว่าเป็นการเลี้ยงกบนอกจากจะเลี้ยงเพื่อสร้างรายได้แล้วยังสามารถใช้ประโยชน์จากการเลี้ยงกบได้อีกถือได้ว่าเป็นแนวทางที่ดีสำหรับเกษตรกรที่อยากเลี้ยงกบหรือเกษตรกรที่เลี้ยงปลาดุกอยู่แล้วและมาเลี้ยงกบเพื่อสร้างรายได้เพิ่ม

abocn-Fish-hd

การเลี้ยงปลานิลแบบไหนไม่ให้ขาดทุน

เกษตรกรทั้งที่มีพื้นฐานในการเลี้ยงปลานิลอยู่แล้วหรือเป็นเกษตรกรใหม่ที่ยังไม่มีประสบการณ์ในการเลี้ยงปลานิลเลยก็ตาม ถ้าอยากจะเลี้ยงปลานิลขายควรศึกษาข้อมูลได้จากที่นี่ เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงการขาดทุนในการทำการเกษตร

1.ควรใช้บ่อดินในการเลี้ยงปลาเพื่อที่จะทำให้ปลามีความใกล้เคียงกับปลานิลธรรมชาติมากที่สุด และยังลงทุนน้อยอีกด้วย

2.สถานที่ที่จะใช้เลี้ยงปลา ควรมีแหล่งที่มาของน้ำ เช่น บ่อน้ำ หรือ ลำคลอง หรืออาจจะเป็น น้ำจากชลประทานก็ได้ เพื่อเอาไว้ใช้ในการปรับถ่ายน้ำในบ่อปลา

3.เครื่องมือหรืออุปกรณ์ต่างๆ เช่น เครื่องสูบน้ำ แห อวน เพื่อใช้ในการจับปลา

4.แหล่งที่มาของอาหารหรือวัชพืช เช่น ผักบุ้ง ผักตบชวา แหน สาหร่ายตามลำคลองเป็นต้น วัชพืชเหล่านี้จะเป็นสิ่งสำคัญที่สามารถนำไปใช้เป็นอาหารปลาแทนอาหารเม็ดเพื่อลดต้นทุนในการเลี้ยงได้ สิ่งสำคัญๆก็มีประมาณนี้

เรามาดูขั้นตอนในการเลี้ยงปลากันเลยดีกว่าครับ อันดับแรกเราต้องคำนวณขนาดของบ่อปลาเพื่อที่จะใช้ในการเลี้ยงปลากันก่อนนะครับ โดยที่ 1 ไร่สามารถ เลี้ยงปลานิลได้ 800-1000 ตัว ไม่ควรมากหรือน้อยเกินไป เพราะถ้าหากเราเลี้ยงปลานิลในจำนวนที่มากเกินไปก็จะทำให้ปลานิลในเวลาที่โตขึ้นมานั้นจะมีพื้นที่ที่ไม่พอ และจะทำให้ปลานิลที่เราเลี้ยงไว้นั้นโตช้าหรือไม่โตเนื่องจากมีพื้นและอากาศไม่เพียงพอกับปลาที่อยู่ในบ่อ

การเลี้ยงปลานิลแรกๆนั้นควรเฝ้าระวังศัตรูทั้งหลาย เช่น กบ เขียด ปลาดุก ปลาช้อน ปลาชะโด วรนัสฯลฯ เพราะการเลี้ยงปลานิลในระยะแรกๆจะใช้ปลานิลตัวที่มีขนาดแค่ 3-5 ซม.เท่านั้น วิธีกำจัดศัตรูของปลานิลได้แก่การสูบน้ำในบ่อเลี้ยงปลานิลออกให้หมดก่อนนำปลาลงไปเลี้ยงเพื่อเป็นการเคลียร์บ่อและพักบ่อ

ควรใช้กระชังมุ้งไนล่อนสีฟ้าล้อมรอบบ่อเพื่อเป็นการกันสัตว์นักล่าต่างๆลงมากินปลาในบ่อ เช่น ตะกวด หรือ ตัวเงินตัวทองเป็นต้น

วิธีการปล่อยปลาลงไปในบ่อ เมื่อเราซื้อพันธุ์ปลามานั้นจะมาในรูปแบบถุงเราไม่ควรที่จะปล่อยปลาในถุงลงไปในบ่อเลี้ยงปลาทันที ให้นำถุงพันธุ์ปลาวางแช่ลงไปในบ่อน้ำสัก 1-2 ซม.ก่อน เพื่อให้ปลาได้เตรียมตัวปรับตัวเข้ากับน้ำที่มีอุณหภูมิที่ต่างกัน เมื่อครบตามเวลาที่เหมาะสมแล้วให้เปิดปากถุงโดยให้น้ำในบ่อปลาเข้ามาและให้ปลาที่อยู่ในถุงว่ายออกไปเอง ขั้นตอนนี้ถือว่าสำคัญมากๆเพราะการกระทำแบบนี้จะช่วยทำให้ปลาแข็งแรงแล้วยังช่วยลดความเสียงของตัวปลาที่จะตายได้อีกด้วย หลังจากนั้นเราก็เลี้ยงปลาโดยการใช้อาหารหลักสัก 30-50% เพื่อที่จะใช้อาหารที่หาได้จากวัชพืช 50 หรือมากกว่า 50% ก็ได้เพื่อเป็นการลดต้นทุน โดยส่วนใหญ่ปลานิลจะเลี้ยงอยู่ประมาณ 12 เดือนขึ้นไป หรือจะจับขายได้ตามขนานที่ตลาดต้องการ ปลาที่มีอายุ 12 เดือนจะมีน้ำหนักอยู่ที่ 2-3 ตัว/กก.

เนื่องจากปลานิลเป็นปลาที่เลี้ยงง่ายโตไวและเป็นที่ต้องการของตลาดเป็นอย่างมากจึงทำให้เกษตรที่เลี้ยงปลานิลมักจะได้กำไรในจำนวนมาก และน้อยนักที่เกษตรกรเลี้ยงปลานิลตามวิธีข้างต้นนี้แล้วขาดทุน เพราะราคาทางตลาดจะมีราคาไม่ขึ้นลงไม่ห่างมากนักและค่อนข้างจะคงที่

 

 

abocn-tThai-Young-Coconut

ขั้นตอนสู้ความสำเร็จของเกษตรกรชาวสวนมะพร้าวน้ำหอม

ก่อนอื่นเรามาดูตั้งแต่ขั้นตอนแรกๆกันเลยครับ ขั้นตอนแรกเราต้องเลือกหาต้นกล้ามะพร้าวน้าหอมที่มีความสมบูรณ์และแข็งแรง โดยจะไปหาซื้อตามพื้นที่ที่เพราะปลูกต้นกล้าโดยเฉพาะ ความสมบูรณ์ของต้นกล้ามะพร้าวน้ำหอมนั้นจะมีราคาแตกต่างกันไปตามความเหมาะสม เช่น ต้นกล้าเกรด A จะมีราคาต่อต้นละ 15 บาท ส่วนเกรด B ต้นละ 14 บาท เกรด C 13 บาท เป็นต้น จากนั้นก็เลือกจำนวนต้นตามที่จะปลูกในพื้นที่ที่มีอยู่ เช่น มีที่อยู่ 1 ไร่ จะสามารถปลูกต้นมะพร้าวได้ 270 ต้น โดยทั่วไปจะปลูกในระยะห่าง 2×3 เมตร หรือจะปลูก 2×2 เมตร ต่อไร่ก็ได้จะได้ไร่ละ 400 ต้น โดยประมาณ พอได้จำนวนต้นกล้าตามที่ต้องการแล้ว ก่อนอื่นเราต้อง ไถแปร พรวนดิน ให้มีร่องหรือรางน้ำเอาไว้ปล่อยน้ำให้อยู่ในสวนเพื่อเอาน้ำไว้ใช้รดน้ำต้นมะพร้าวนั้นเอง พอได้ร่องสวนแล้วจากนั้นก็จะถึงขั้นตอนขุดดินตามระยะที่เราได้กำหนดไว้เพื่อที่จะนำต้นกล้าลงไปปลูก พอขุดดินเสร็จแล้วก็จะถึงขั้นตอนการนำต้นกล้ามะพร้าวน้ำหอมลงไปปลูกแล้วกลบดินให้เสร็จสมบูรณ์ จากนั้นก็ควรที่จะลดน้ำโดยประมาณ 4 ครั้ง ต่อ 1สัปดาห์ และควรเลือกใส่ปุ๋ยที่มีสูตรที่เหมาะกับมะพร้าในปีนั้นๆ เช่น มะพร้าวปีแรกๆ จะใช้ปุ๋ยสูตร 8-24-24 /20-8-20 โดยจะใช้ต้นละประมาณ 1 กิโลกรัม เพื่อเป็นการฟื้นฟูหรือเป็นสูตรปรับสภาพดิน ชาวสวนบางรายก็มีสูตรการดูแลรักษาที่แตกต่างกันออกไป บางก็ว่าใส่ขี้ค้างคาวจะทำให้ออกผลได้ดก บางก็ว่าให้ใช้ขี้วัว บางก็ให้ใส่เกลือจะทำให้น้ำของมะพร้าวมีรสชาติหวานหรือรสชาติดี

โดยหลังจากปลูกต้นกล้ามะพร้าวน้ำหอมนั้นจะสามารถออกผลหลังจากนั้น 3-4 ปีในปีที่ 5 จะออกได้เยอะมาก ถือว่าเป็นปีที่ออกผลผลิตได้อย่างเต็มตัว มะพร้าวที่โตเต็มที่แล้วจะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ 20 นับจากการตัดของชุดที่แล้ว ดังนั้น มะพร้าวจะเก็บได้โดยที่มีเวลาหากกันแค่ 20 วันเท่านั้น ยิ่งทุกวันนี้มะพร้าวน้ำหอมได้เป็นผลไม้ที่เป็นที่ต้องการเป็นอย่างมาก ชาวสวนส่วนใหญ่จะไม่ขาดทุนกับการทำสวนมะพร้าว แต่ในทางกับกันถ้าสวนไหนออกในช่วงที่ราคาดี ก็จะสามารถทำกำไรได้มากมายมหาศาลเลยที่เดียว บางครั้งชาวสวนเคยได้ราคาสูงถึง ลูกละ 20 บาทจากสวนกันเลยทีเดียว ถือได้ว่าเป็นความสำเร็จของเกษตรกรกันก็ว่าได้

abocn-tSlideshow

ดื่มแล้วร่างกายแข็งแรงสุขภาพดีกับเกษตรฟาร์มโคนม

ถ้าถามถึงเกี่ยวกับการทำเกษตรนั้นในประเทศไทยของเรานั้นมีมากหลายอย่างหลายชนิดแต่ถ้าพูดถึงเกี่ยวการทำงานด้วยแรงงานคนนั้นคนไทยเราก็ต้องคิดถึงเกี่ยวกับการทำการเกษตรนั้นเองเกษตรคือการทำไร่สวนการทำนาหรือการทำเกี่ยวกับการทำฟาร์มเลี้ยงปลาเลี้ยงสัตว์นั้นเองแต่ที่เราจะเอามาพูดคุยพูดถึงกันก็คือฟาร์มโคนมนั้นเองถ้าถามถึงว่าฟาร์มโคนมนั้นดีอย่างไรคนเราหรือมนุษย์เราที่เกิดมานั้นก็ต้องดื่มนมจาแม่หรือจากสัตว์นั้นเองและนี่ก็คือที่มาของการเพราะเลี้ยงโคนมนั้นเองชาวเกษตรกรนั้นมุ่งนั้นเพื่อที่จะเลี้ยงโคนมนั้นเพื่อนำเอานมของมันมาดื่มมากินนั่นเองเพราะว่าชาวเกษตรกรนั้นมีความเห็นว่าในน้ำนมโคนั้นมีโปรตีนมากและเหมาะแก่ร่างกายของมนุษย์อิกด้วยเลยได้มีการจัดตั่งสถานที่ทำฟาร์มโคนมเลี้ยงกันนั่นเองและนี่ก็คือจุดประสงค์หลักของการทำโคนมนั่นเองและโคนมที่ชาวเกษตรนั้นสามารถที่จะนำมาให้กินกันนั้นต้องมีอายุสี่ปีขึ้นไปเพราะว่าช่วงนี่เป็นช่วงที่วัวเจริญเติบโตเต็มที่แล้วก็เจริญเต็มวัยแล้วสารอาหารที่ได้จากน้ำนมวัวนั้นจะมีมากเยอะเลยทีด้วยและโปรตีนก็เยอะอิกด้วยแล้วชาวเกษตรกรยังสามารถนำเนื้อของวัวมานำจำหน่ายเป็นวัวเนื้อได้อิกด้วยเนื่องจากได้ทั้งสองอย่างเลยเหมือนทำงานหนึ่งอย่างแล้วได้รายได้สองกำไรนั่นเองของดีของการทำเกษตรกรประเภทนี้ก็คือสามารถนำน้ำนมจากเต้าวัวโคนมนั้นสามารถมานำส่งไปขายที่ต่างประเทศได้อิกด้วยแล้วต่างประเทศที่ให้การตอบรับมากที่สุดนั่นก็คือประเทศสหรัฐอเมริกานั่นเองเพราะว่าประเทศของเค้านั้นรับประทานนมอย่างน้อยวันละสามถึงสี่ลิตรนั่นเองเลยทำให้ชาวเกษตรกรนั้นมีรายได้เพิ่มมหาศาลอิกด้วยนั่นเองและยังทำให้คนไทยมรายได้และไม่ตกงานอิกด้วยแล้วไม่ต้องไปทำงานให้แรงงานต่างประเทศอิกด้วย

 

 

abocn-fujitsu

รู้ลึกรู้ทันก้าวทันตามโลกใหม่กับเกษตร 360 องศา

ถ้าเรามาพูดคุยเกี่ยวการชีวิตคนในสมัยก่อนและปัจจุบันมันชั่งแตกต่างกันมากเลยเนื่องจากเมื่อก่อนนั้นการเกษตรสมัยนั้นยังไม่เจริญเหมือนสมัยนี่เนื่องจากเมื่อก่อนคนไทยนั้นยังใช้สัตว์ในการใช้งานแทนคนอิกด้วยเนื่องจากประหยัดเวลาการทำงานอิกด้วยแต่วันนี่เราจะมาพูดรวมๆเกี่ยวกับเครื่องมือและต้นไม้พืชพันธ์ที่ชาวเกษตรนิยมทำนิยมใช้และนิยมเอามาปลูกกันและที่ชาวสวนชาวไร่นำมาใช้นำมาปลูกนั้นนั่นก็คือเครื่องยนต์ที่เรียกว่าเครื่องเกี่ยวข้าวที่ชาวไร่นานั้นเอาเข้ามาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการเกษตรและยังเป็นสิ่งที่ชาวเกษตรกรนั้นขนาดไม่ได้อิกด้วยเพราะเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานของชาวไร่การเกษตรและพืชพันธ์ที่ชาวไร่ชาวสวนนั้นนำเอามาปลูกกันใช้สอยกันในชีวิตประจำวันนั้นมีมากมายหลายอย่างยกตัวอย่างเช่นอ้อยข้าวโพดนั้นชาวเกษตรส่วนมากมักจะนำเอามาปลูกมาใช้กันมากในประเทศไทยบริเวณจังหวัดสระบุรีเพราะว่าสามารถใช้เครื่องอุปกรณ์การเกษตรได้ไม่ว่าจะเป็นเครื่องกรองดอกข้าวโพดและยังสามารถใช้เครื่องบดอ้อยได้นั่นเองและยังเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ชาวเกษตรไร่สวนนั้นมีรายได้ที่ดีและยังมีรายได้เสริมที่นำมาใช้กันในครอบครัวและถ้าถามถึงเกี่ยวกับการเกษตรของไทยและต่างประเทศนั้นหน้าที่การทำงานก็จะแบ่งแตกต่างกันไปตามสถานที่และภูมิภาคการทำงานนั้นๆและยังมีเครื่องยนต์ที่ไม่เหมือนกันอย่างเช่นประเทศไทยมีพื้นที่ร้อนและดินแห้งเหมาะแก่การใช้งานเครื่องยนต์แบบไถมากกว่าต่างประเทศเพราะว่าต่างประเทศนั้นมีพื้นที่พื้นดินที่เหนี่ยวเลยไม่เหมาะแก่การใช้งานเครื่องยนต์สักเท่าไหร่แต่เหมาะกับการใช้ในการปลูกพืชผักสวนครัวมากกว่าและผลไม้ต่างๆนั่นเองอิกด้วยและสิ่งที่แตกต่างกันระหว่างชาวไร่ของประเทศไทยนั้นกับต่างประเทศจะมีการทำงานที่ไม่เหมือนกันเนื่องด้วยประเทศไทยร้อนเลยต้องทำงานตอนเช้าๆต่างจากต่างประเทศที่มีความหนาวเย็นเลยทำให้ต้องใส่เสื้อผ้าที่หนาๆเพื่อนป้องกันความเหน็บหนาวเลยทำให้ประเทศของเค้านั้นเลยมีผลผลิตที่ไม่เยอะมากเหมือนของประเทศเรานั่นเอง

abocn-cantaloupe

เกษตรพารวย ช่องทางรวยของการทำเกษตร

ไม่ว่าจะเป็นการปลูกพืชผักสวนครัวหรือแม้จะเป็นผลไม้ ก็สามารถรวยได้ถ้าเราตั้งใจทำ ศึกษา ดูแลเอาใส่ใจในทุกๆเรื่องของการทำการเกษตร เราจะมาดูความสำเร็จของการปลูกผลไม้ ให้ประสบผลสำเร็จและมีรายได้ดีจากการทำเกษตรกันเลยดีกว่าครับ ผลไม้ชนิดนี้มาแรงมากในช่วง3-4ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันมีคนนิยมรับประทานเป็นจำนวนมาก และ เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย นั้นก็คือ เมลอนญี่ปุ่น เมลอนญี่ปุ่น เป็นผลไม้ชนิดเดียวกันกับ ผลไม้พวกกระกูลแตง เช่น แตงโม แตงไท แคนตาลูป เป็นต้น

เมลอนญี่ปุ่นเป็นผลไม้ที่มีรสชาติหวาน นุ่ม หอม และ มีหลากหลายสีสัน เช่น สีเขียวอ่อน สีขาว สีครีม สีส้มเหลือ และด้วยที่ผลไม้ชนิดนี้มีความหอมเป็นอย่างมากจึงได้นำไปแปรรูปต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำเมลอน นมเปรี้ยวกลิ่นเมลอน น้ำหวานกลิ่นเมลอน ไอศกรีมกลิ่นเมลอนต่างๆ จึงเป็นที่นิยมมากทางการตลาด ทั้งนี้เมลอนมีราคาสูงพอสมควร เนื่องจากต้องเอาใจใส่ดูแลรักษาเพราะ เมลอนเป็นพืชที่ไม่แข็งแรง อ่อนแอ ตายง่าย ไม่ทนต่อสภาพแวดล้อมอากาศต่าง แดดร้อนเกินไปก็ไม่ได้ น้ำเยอะเกินไปก็ไม่ได้ แต่ก็มีข้อดีเหมือนกันนะ

ข้อดีที่ 1 คือ ใช้ระยะเวลาในการปลูกสั้นหรือให้ผลผลิตที่เร็ว ซึ่งจะใช้ระยะเวลาในการปลูกเพียงแค่ 65 วัน เท่านั้นเอง และอีก 1 ข้อดี

คือเรื่องของราคาทางการตลาดที่ดี บางที่ราคาจะตกอยู่ที่ กิโลกรัมละ20-30 บาท แต่บางที่และบางช่วงเวลาที่ต้องการของตลาด ราคาอาจจะสูงขึ้นถึง กิโลกรัมละ 100-150 กันเลยทีเดียว

เพราะแบบนี้นี่เองชาวเกษตรกรที่ทำการเกษตรปลูกเมลอนส่วนใหญ่จะมีรายที่ดี เร็ว และคุ้มค่า เกษตรกรบางคนที่พึ่งจะปลูกเมลอนโดยที่พึ่งจะติดลูกติดผล แต่ก็มีพ่อค้าคนกลางมาจับจองติดต่อซื้อขายกันก่อนหน้าที่จะถึงเวลาเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วก็มี ทั้งนี้การปลูกเมลอนที่ดีควรดูแลเอาใจใส่ให้มากๆและจะประสบผลสำเร็จเมื่อกับเกษตรรายอื่นๆนั้นเอง