abocn-pic

การเพาะเห็ดฟางในตะกร้าแนวทางเลือกใหม่ของเกษตรกร

การเพาะเห็ดฟางในตะกร้าว่ากันว่าเป็นวิธีการเพาะเห็ดฟางที่ได้ผลผลิตดีที่สุดและปลอดภัยมากที่สุดในการเพาะอีกด้วย

เพราะจะใช้การเพาะในโรงเรือนที่เราสามารถสร้างขึ้นเองจากโครงเหล็กหรือโรงเรือนที่มีอยู่แล้วก็ได้ แต่การใช้โรงเรือนที่สร้างมาจากโครงเหล็กนั้นถึงจะมีขั้นตอนที่มากกว่าแต่จะควบคุมระบบการเพาะเห็ดได้ดีกว่าด้วย เพราะว่าการสร้างโรงเรือนด้วยโครงเหล็กนั้นจะสร้างขึ้นหลายๆโรงเรือนและจะใช้หลายๆโรงเรือน ต่างจากเมื่อก่อนที่ใช้โรงเรือนใหญ่ๆเพียงแค่โรงเรือนเดียว

วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการเพาะเห็ดมีดังนี้

1.ตะกร้าพลาสติกที่มีช่องทั้งด้านข้างและด้านล่างโดยรูจะมีความกว้างxยาว 1 นิ้ว 2.วัสดุเพาะ เช่น ขี้เลื้อย 3. อาหารเสริม 4.เชื้อเห็ดฟางที่ดีมีคุณภาพ 5.ฟิล์มหรือพลาสติกที่ใช้คุมตะกร้า 6.อุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น มีด,ท่อนไม้,กรรไกรเป็นต้น 7.สุ่มไก่ 8.โครงเหล็กที่ใช้เป็นเสมือนโรงเรือน

โดยจะมีขันตอนเพราะเห็ดฟางดังต่อไปนี้

ขั้นตอนแรกให้นำตะกร้าล้างน้ำให้สะอาดแล้วตากแดดสักครึ่งวัน จากนั้นให้นำขี้เลื้อยเทใส่ลงไปในตะกร้าให้ทั่วตะกร้าให้สูงประมาณ 1 นิ้วเสร็จแล้วให้นำอาหารเสริมเช่น ผักตบชวาโดยเอาผักตบชวาไปหั่นเป็นชิ้นเล็กๆหั่นแบบเฉียงๆหนาประมาณสักครึ่งนิ้ว นำผักตบชวาที่เตรียมไว้ใส่ลงไปเป็นชั้นที่ 2 ของตะกร้าใช้ประมาณ 1 ลิตรและแหวกตรงกลางออกให้มีช่องว่าประมาณ 1 กำปั่นของมือคน จากนั้นให้นำเชื้อเห็ดฟางที่ได้เตรียมไว้มาทำการผสมกับแป้งสาลีต่อมาเทลงบนชั้นที่ 2 โดยให้ชิดขอบของตะกร้าให้ทั่วตะกร้า เสร็จแล้วให้ทำแบบเดียวกันนี้อีก 2 ครั้ง โดยจะได้ทั้งหมด 3 ชั้น ปิดท้ายด้วยการนำขี้เลื้อยเททับชั้นบนสุดใช้ท่อนไม้กดอัดให้แน่นให้มีพื้นที่ความสูงเหลือจากปากตะกร้าลงมา ประมาณ 2-3 นิ้ว จากนั้นให้นำไปวางเรียงกันกับตะกร้าอื่นๆที่ทำเสร็จแล้วส่วนใหญ่จะใช้ 3 ตะกร้าวางเรียงกันเป็นวงกลม และจะให้อีก 1 ตะกร้าวางซ้อนกันอยู่ด้านบน

จากนั้นนำสุ่มไก่มาครอบและใช้ฟิล์มหรือพลาสติกปิดอีก 1 ชั้น วันที่ 3 ให้ย้ายไปที่โรงเรือนเหล็กและค่อยดูอุณหภูมิไม่ให้เกิน 25-30 องศาเซลเซียส ในวันที่ 8-10 ก็จะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ จะเก็บเห็ดฟางได้ถึง 4 ครั้งกันเลยทีเดียว

ในปัจจุบันการเพาะเห็ดฟางด้วยวิธีนี้นั้นสามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี ทั้งที่ทำแบบเป็นประจำหรือที่ทำเป็นอาชีพเสริมได้อีกด้วย

abocn_cricket

 จิ้งหรีดเป็นอาชีพที่เกษตรกรนิยมเลี้ยงมากในเวลานี้

แมงสะดิ้ง หรือที่เรารู้จักกันดีที่มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า จิ้งหรีดจิ้งหรีดไทยดังไกลถึงต่างประเทศ เป็นเรื่องที่น่ายินดีมากๆสำหรับเกษตรกรชาวไทย ที่ทางคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (ขอนแก่น)ได้ทำการวิจัยและพัฒนาขึ้นมา โดยมีการค้นพบว่าแมงสะดิ้งหรือจิ้งหรีดนั้นเป็นแมงที่สามารถรับประทานได้ไม่เป็นอันตรายใดๆทั้งนั้น และได้ทำการแปรรูปให้เป็นอาหารต่างๆที่สามารถรับประทานได้ง่ายอีกด้วย เช่น ข้าวเกรียบจิ้งหรีด คุกกี้จิ้งหรีด ผงจิ้งหรีดสำเร็จรูป และ จิ้งหรีดที่นำมาแปรรูปที่ได้รับความนิยมที่สุด คงหนี้ไม่พ้นแมงสะดิ้งหรือจิ้งหรีดทอดกรอบ รสต่างๆนั้นเอง ไม่ว่าจะเป็น รสต้นตำหรับ หรือรสต้มยำกุ้งเป็นต้น นอกจากนี้ยังได้นำสินค้าแมงสะดิ้งที่ได้ทำการแปรรูปต่างๆไปออกจำหน่ายถึงต่างประเทศและประเทศที่นิยมรับประทานแมงสะดิ้ง มากที่สุดและได้ผลตอบรับที่ดีในการออกวางจำหน่ายได้แก่ประเทศฝรั่งเศสนั้นเอง

ซึ่งเรามีเกษตรกรที่มีอาชีพเลี้ยงแมงสะดิ้งหรือจิ้งหรีดนั้น มีจำนวนทั้งหมด 20,000 ฟาร์มทั่วประเทศไทยกันเลยทีเดียว โดยส่วนใหญ่จะมีฟาร์มเลี้ยงจิ้งหรีดในแทบภาคอีสานเป็นจำนวนมากที่สุด

เรามาดูวิธีการเลี้ยงแมงสะดิ้งหรือจิ้งหรีดกันเลยดีกว่าครับ

ขั้นตอนแรกเราสร้างบ้านให้กับเจ้าจิ้งหรีดกันก่อนโดย มีการสร้างได้หลายวิธี เช่น สร้างจากไม้อัด หรือ สร้างจากปูนก็ได้ โดยส่วนใหญ่จะทำเป็นลักษณะคล้ายๆห้องสี่เหลี่ยมมีความสูงประมาณ 1.5 เมตรขึ้นไป ความกว้างหรือความยาวของห้องนั้นจะขึ้นอยู่กับปริมาณในการเลี้ยง ยิ่งมีพื้นที่กว้างมากยิ่งเลี้ยงได้เป็นจำนวนมาก เมื่อเรามีพื้นที่เป็นเหมือนห้องสี่เหลี่ยมแล้วเราก็จะใช้แผงที่ใส่ไข่ไก่ที่เป็นแบบกระดาษมาวางซ้อนไปมาสลับกันหน้าหลังไปมาเพื่อที่จะให้มีช่องว่างไว้ให้จิ้งหรีดได้อาศัยอยู่หรือเป็นเสมือนรังของมันนั้นเอง ส่วนเรื่องของอาหารจะให้กินจำพวกอาหารไก่หรืออาหารหมูก็ได้ที่สำคัญต้องบดให้ละเอียดมากๆยิ่งมากเท่าไหร่ยิ่งดีเพราะจิ้งหรีดเป็นสัตว์ที่มีขนาดตัวเล็กจึงต้องกินอาการที่เล็ก ไม่เช่นนั้นจะทำให้จิ้งหรีดไม่โตเพราะกินอาหารไม่ได้ ควรให้กินอาหารจำพวกนี้ประมาณ 20 วันเท่านั้นหลังจากนั้นควรให้อาหารจำพวกพืชผักเพราะไม่เช่นนั้นแล้วเวลาที่เราได้รับประทานจิ้งหรีดที่ให้อาหารไก่หรืออาหารหมูอย่างเดียวเข้าไปจะทำให้รู้สึกเหม็นคาวได้

ส่วนถาดสำหรับใส่อาหารนั้นควรมีขอบของถาดขึ้นมาสาเหตุเพราะเวลาจิ้งหรีดมากินอาหารจะไม่ทำให้อาหารหกออกไปจากถาด ทั้งนี้ต้องมีตาข่ายปิดที่บริเวณปากห้องที่เราเลี้ยงจิ้งหรีดอยู่เสมอเพื่อเป็นการกันจิ้งหรีดออกจากที่เราเลี้ยงและกันจิ้งจกหรือสัตว์อื่นๆเข้ามากินจิ้งหรีดของเราได้ จากนั้นเลี้ยงจิ้งหรีดไปให้ถึง 45 วันก็จะจับมาขายได้

จิ้งหรีดสามารถทำรายได้มากและเร็ว เกษตรกรส่วนใหญ่จึงเริ่มหันมาเลี้ยงจิ้งหรีดขายกันเป็นจำนวนมากและมีจำนวนผู้เลี้ยงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

abocn-DSC08282

แตงโมรูปหัวใจกับความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของเกษตรกร

ใครจะไปเชื่อละครับว่าแตงโมโดยทั่วไปนั้นที่มีลูกเป็นรูปลูกทรงกลมๆนั้นจะสามารถกลายมาเป็นแตงโมรูปหัวใจน่ารักฟุ้งฟิงมุ้งมิงได้ เพราะการปลูกแตงโมเพื่อให้ได้ผลผลิตหรือให้ออกผลเก็บได้นั้นก็ว่ายากแล้ว เนื่องจากแตงโมเป็นผลไม้ที่ต้องคอยดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างมากที่สำคัญถ้าอยากให้แตงโมมีรสชาติที่หวานกรอบก็ยิ่งยากเข้าไปใหญ่
แต่ก็ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ถ้าหากตั้งใจทำอย่างจัง ซึ่งนาย ฮิโรชิ คิมูระ เป็นคนประเทศญี่ปุ่นได้ศึกษาข้อมูลและหาความรู้มาเป็นเวลานาน ด้วยที่ว่าไม่ใช่เป็นเพราะความบังเอิญแน่ๆที่ทำให้แตงโมของเขานั้นเป็นรูปหัวใจได้ เพราะเขาได้ทดลองการทำแตงโมรูปหัวใจมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง ซึ่งในแต่ละครั้งก็จะประสบพบเจอกับปัญหาเป็นอย่างมากเขาจึงได้เจาะลึกและแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดนั้นไปเรื่อยๆจนทำให้เขาประสบความสำเร็จ เขาบอกว่าปัญหาส่วนใหญ่จะเป็นในเรื่องที่เกี่ยวกับดิน และอากาศ เพราะเขาใช้บล็อกเป็นแม่พิมพ์รูปหัวใจโดยการบล็อกพิมพ์นั้นจะทำให้อากาศไม่ถ่ายเทและถ้าปลูกในที่ที่มีดินไม่เหมาะสมหรือไม่มีคุณภาพนั้นก็จะทำให้ลูกทรงโตไม่ได้ตามที่ต้องการหรือรูปทรงที่ผิดเพี้ยนไปไม่เป็นไปตามบล็อกพิมพ์นั้นๆ ทั้งนี้เมื่อเขาได้ทราบถึงปัญหา เขาก็ได้มีการแก้ไขจนทำให้ตัวเขาได้ประสบกับความสำเร็จ เขาได้เลือกใช้ที่ดินในการปลูกที่มีความสมบูรณ์และควรคุมการให้น้ำแบบเหมาะสม และยังสามารถควบคุมในเรื่องของอากาศอีกด้วย ในเรื่องของการควบคุมของอากาศนั้นเขาได้ควบคุมทั้งอากาศที่จะมาสัมผัสกับต้นของแตงโมโดยตรงด้วยการสร้างเป็นโรงเรือนโดยให้อากาศภายนอกเข้ามาได้แค่พอประมาณ และยังควบคุมอาการให้กับลูกของแตงโมอีกด้วย โดยการใช้บล็อกพิมพ์ที่สั่งทำมาโดยเฉพาะในการทำลูกแตงโมให้เป็นรูปหัวใจและมีรูระบายอาการในตัวซึ่งจะทำให้ลูกแตงโมที่ได้นั้นมีรูปทรงที่เป็นไปตามบล็อกพิมพ์รูปหัวใจและโตได้เต็มที่ ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะได้ลูกแตงโมที่แก่เต็มที่มีรูปทรงรูปหัวใจ มีเปลือกที่สะอาดสีเขียวเข้ม และมีรสชาติที่ดีเยี่ยม ซึ่งเกษตรกรชาวญี่ปุ่นท่านนี้ที่ได้ประสบความสำเร็จ ได้กล่าวไว้ว่าการที่จะประสบผลสำเร็จได้นั้น 1.ต้องมีใจรัก รักในสิ่งที่ทำ 2.ต้องใส่ใจ 3.ต้องอดทน 4.ควรศึกษาหาความรู้ตลอดเวลา เพียงเท่านี้คุณก็จะประสบความสำเร็จในชีวิตได้ครับ

abocn-tSlideshow

ดื่มแล้วร่างกายแข็งแรงสุขภาพดีกับเกษตรฟาร์มโคนม

ถ้าถามถึงเกี่ยวกับการทำเกษตรนั้นในประเทศไทยของเรานั้นมีมากหลายอย่างหลายชนิดแต่ถ้าพูดถึงเกี่ยวการทำงานด้วยแรงงานคนนั้นคนไทยเราก็ต้องคิดถึงเกี่ยวกับการทำการเกษตรนั้นเองเกษตรคือการทำไร่สวนการทำนาหรือการทำเกี่ยวกับการทำฟาร์มเลี้ยงปลาเลี้ยงสัตว์นั้นเองแต่ที่เราจะเอามาพูดคุยพูดถึงกันก็คือฟาร์มโคนมนั้นเองถ้าถามถึงว่าฟาร์มโคนมนั้นดีอย่างไรคนเราหรือมนุษย์เราที่เกิดมานั้นก็ต้องดื่มนมจาแม่หรือจากสัตว์นั้นเองและนี่ก็คือที่มาของการเพราะเลี้ยงโคนมนั้นเองชาวเกษตรกรนั้นมุ่งนั้นเพื่อที่จะเลี้ยงโคนมนั้นเพื่อนำเอานมของมันมาดื่มมากินนั่นเองเพราะว่าชาวเกษตรกรนั้นมีความเห็นว่าในน้ำนมโคนั้นมีโปรตีนมากและเหมาะแก่ร่างกายของมนุษย์อิกด้วยเลยได้มีการจัดตั่งสถานที่ทำฟาร์มโคนมเลี้ยงกันนั่นเองและนี่ก็คือจุดประสงค์หลักของการทำโคนมนั่นเองและโคนมที่ชาวเกษตรนั้นสามารถที่จะนำมาให้กินกันนั้นต้องมีอายุสี่ปีขึ้นไปเพราะว่าช่วงนี่เป็นช่วงที่วัวเจริญเติบโตเต็มที่แล้วก็เจริญเต็มวัยแล้วสารอาหารที่ได้จากน้ำนมวัวนั้นจะมีมากเยอะเลยทีด้วยและโปรตีนก็เยอะอิกด้วยแล้วชาวเกษตรกรยังสามารถนำเนื้อของวัวมานำจำหน่ายเป็นวัวเนื้อได้อิกด้วยเนื่องจากได้ทั้งสองอย่างเลยเหมือนทำงานหนึ่งอย่างแล้วได้รายได้สองกำไรนั่นเองของดีของการทำเกษตรกรประเภทนี้ก็คือสามารถนำน้ำนมจากเต้าวัวโคนมนั้นสามารถมานำส่งไปขายที่ต่างประเทศได้อิกด้วยแล้วต่างประเทศที่ให้การตอบรับมากที่สุดนั่นก็คือประเทศสหรัฐอเมริกานั่นเองเพราะว่าประเทศของเค้านั้นรับประทานนมอย่างน้อยวันละสามถึงสี่ลิตรนั่นเองเลยทำให้ชาวเกษตรกรนั้นมีรายได้เพิ่มมหาศาลอิกด้วยนั่นเองและยังทำให้คนไทยมรายได้และไม่ตกงานอิกด้วยแล้วไม่ต้องไปทำงานให้แรงงานต่างประเทศอิกด้วย

 

 

abocn-cantaloupe

เกษตรพารวย ช่องทางรวยของการทำเกษตร

ไม่ว่าจะเป็นการปลูกพืชผักสวนครัวหรือแม้จะเป็นผลไม้ ก็สามารถรวยได้ถ้าเราตั้งใจทำ ศึกษา ดูแลเอาใส่ใจในทุกๆเรื่องของการทำการเกษตร เราจะมาดูความสำเร็จของการปลูกผลไม้ ให้ประสบผลสำเร็จและมีรายได้ดีจากการทำเกษตรกันเลยดีกว่าครับ ผลไม้ชนิดนี้มาแรงมากในช่วง3-4ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันมีคนนิยมรับประทานเป็นจำนวนมาก และ เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย นั้นก็คือ เมลอนญี่ปุ่น เมลอนญี่ปุ่น เป็นผลไม้ชนิดเดียวกันกับ ผลไม้พวกกระกูลแตง เช่น แตงโม แตงไท แคนตาลูป เป็นต้น

เมลอนญี่ปุ่นเป็นผลไม้ที่มีรสชาติหวาน นุ่ม หอม และ มีหลากหลายสีสัน เช่น สีเขียวอ่อน สีขาว สีครีม สีส้มเหลือ และด้วยที่ผลไม้ชนิดนี้มีความหอมเป็นอย่างมากจึงได้นำไปแปรรูปต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำเมลอน นมเปรี้ยวกลิ่นเมลอน น้ำหวานกลิ่นเมลอน ไอศกรีมกลิ่นเมลอนต่างๆ จึงเป็นที่นิยมมากทางการตลาด ทั้งนี้เมลอนมีราคาสูงพอสมควร เนื่องจากต้องเอาใจใส่ดูแลรักษาเพราะ เมลอนเป็นพืชที่ไม่แข็งแรง อ่อนแอ ตายง่าย ไม่ทนต่อสภาพแวดล้อมอากาศต่าง แดดร้อนเกินไปก็ไม่ได้ น้ำเยอะเกินไปก็ไม่ได้ แต่ก็มีข้อดีเหมือนกันนะ

ข้อดีที่ 1 คือ ใช้ระยะเวลาในการปลูกสั้นหรือให้ผลผลิตที่เร็ว ซึ่งจะใช้ระยะเวลาในการปลูกเพียงแค่ 65 วัน เท่านั้นเอง และอีก 1 ข้อดี

คือเรื่องของราคาทางการตลาดที่ดี บางที่ราคาจะตกอยู่ที่ กิโลกรัมละ20-30 บาท แต่บางที่และบางช่วงเวลาที่ต้องการของตลาด ราคาอาจจะสูงขึ้นถึง กิโลกรัมละ 100-150 กันเลยทีเดียว

เพราะแบบนี้นี่เองชาวเกษตรกรที่ทำการเกษตรปลูกเมลอนส่วนใหญ่จะมีรายที่ดี เร็ว และคุ้มค่า เกษตรกรบางคนที่พึ่งจะปลูกเมลอนโดยที่พึ่งจะติดลูกติดผล แต่ก็มีพ่อค้าคนกลางมาจับจองติดต่อซื้อขายกันก่อนหน้าที่จะถึงเวลาเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วก็มี ทั้งนี้การปลูกเมลอนที่ดีควรดูแลเอาใจใส่ให้มากๆและจะประสบผลสำเร็จเมื่อกับเกษตรรายอื่นๆนั้นเอง